Home » ประกันภัยรถยนต์, ประเภทประกันภัยรถยนต์ » ประกันภัยรถยนต์ชั้น1

ประกันภัยรถยนต์ชั้น1


ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

เงื่อนไข กธ.ประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1
หมวดเงื่อนไขทั่วไป
ข้อ 1. คำนิยามศัพท์ : เมื่อใช้ในกรมธรรม์ หรือ เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์นี้
-
“บริษัท” หมายถึง บริษัทที่ออกกรมธรรม์
-
“ผู้เอาประกันภัย” หมายถึง บุคคลที่ระบุชื่อเป็นผู้เอาประกันภัย ในตาราง
-
“รถยนต์” หมายถึง รถยนต์ที่เอาประกันภัย ซึ่งมีรายการที่ระบุไว้ในตาราง
-
“ตาราง” หมายถึง ตารางแห่งกรมธรรม์นี้
-
“อุบัติเหตุแต่ละครั้ง” หมายถึง เหตุการณ์หนึ่ง หรือหลายเหตุการณ์สืบเนื่องกัน ซึ่งเกิดจากสาเหตุเดียวกัน
-
“ความ เสียหายส่วนแรก” หมายถึง ส่วนแรกของความรับผิด หรือความเสียหาย อันมีการคุ้มครอง ตามข้อสัญญา หรือเอกสารแนบท้ายแห่งกรมธรรม์ประกันภัยนี้ ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง

ข้อ 2. การยกเว้นทั่วไป
2.1
กรมธรรม์นี้ ไม่คุ้มครองความเสียหาย หรือความรับผิด อันเกิดขึ้นเป็นผลโดยตรง หรือโดยอ้อมจาก
2.2
สงคราม การรุกราน การกระทำของชาติศัตรู การสู้รบ หรือการปฏิบัติการ ที่มีลักษณะเป็นการทำสงคราม (จะได้ประกาศสงครามหรือไม่ก็ตาม)
2.3
สงคราม กลางเมือง การแข็งข้อของทหาร การกบฏ การปฏิวัติ การต่อต้านรัฐบาล การยึดอำนาจปกครองโดยกำลังทหาร หรือโดยประการอื่น ประชาชนก่อความวุ่นวาย ถึงขนาดหรือเท่ากับการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล
2.4
วัตถุ อาวุธปรมาณู การแตกตัวของประจุ การแผ่รังสี การกระทบกับกัมมันตภาพรังสี จากเชื้อเพลิงปรมาณู หรือจากกากปรมาณู อันเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงปรมาณู และสำหรับจุดประสงค์ของข้อสัญญานี้ การเผานั้น รวมถึงกรรมวิธีใด ๆ แห่งการแตกแยกตัวปรมาณู ซึ่งดำเนินติดต่อกันไปด้วยตัวของมันเอง
ข้อ 3. การจัดการเรียกร้องเมื่อเกิดความเสียหาย
เมื่อ มีความเสียหาย หรือความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่ จะต้องแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการอันจำเป็น เพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมาย บริษัทมีสิทธิเข้าดำเนินการในนามของผู้เอาประกันภัย เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ หากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ภายใต้ความคุ้มครองในกรมธรรม์ ความคุ้มครองของบริษัท จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่ ดำเนินการโดยสุจริต
ข้อ 4. ความรับผิดของบริษัท เมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
เมื่อ มีความเสียหาย หรือความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่ จะต้องแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการอันจำเป็น เพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมาย บริษัทมีสิทธิเข้าดำเนินการในนามของผู้เอาประกันภัย เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ หากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ภายใต้ความคุ้มครองในกรมธรรม์ ความคุ้มครองของบริษัท จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่ ดำเนินการโดยสุจริต
ข้อ 5. การแก้ไข
สัญญาคุ้มครองและเงื่อนไขกรมธรรม์นี้ จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยเอกสารแนบท้ายของบริษัทเท่านั้น
ข้อ 6. การลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี
6.1
ใน กรณีผู้เอาประกันภัย มีรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับบริษัทน้อยกว่า 3 คัน บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เป็นลำดับขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 20% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัยปีแรก
ขั้นที่ 2 30% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัย 2 ปีติดต่อกัน
ขั้นที่ 3 40% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัย 3 ปีติดต่อกัน
ขั้นที่ 4 50% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัย 4 ปีติดต่อกัน หรือกว่านั้น
ทั้ง นี้ บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้ต่อเมื่อ ผู้เอาประกันภัย ได้ต่ออายุการประกันภัยกับบริษัท และเฉพาะข้อตกลงคุ้มครอง ที่ต่ออายุเท่านั้น
คำ ว่า “รถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย” ให้หมายความรวมถึง รถยนต์คันที่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายนั้น มิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัย สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้
หาก ในระหว่างปีกรมธรรม์ ที่ผู้เอาประกันภัยได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัทแล้ว ในการต่ออายุการประกันภัยปีต่อไป บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยดังนี้
(ก) ลดลงหนึ่งลำดับขั้นจากเดิม หากการเรียกร้องนั้น เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย หรือผู้เอาประกันภัย ไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้
(ข) ลดลงสองลำดับขั้นจากเดิม แต่ไม่เกินอัตราปกติ หากมีการเรียกร้องที่รถยนต์คันเอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัท ทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป รวมกันมีจำนวนเงินเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย
6.2
ใน กรณีผู้เอาประกันภัย มีรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับบริษัทตั้งแต่ 3 คันขึ้นไป บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้
-
30% ของเบี้ยประกันภัยของปีที่ต่ออายุของรถยนต์ทุกคัน ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท หักด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัท ในปีที่เอาประกันภัย ในกรณีได้เอาประกันภัยรถยนต์ 3 คันถึง 9 คัน
-
35% ของเบี้ยประกันภัยของปีที่ต่ออายุของรถยนต์ทุกคัน ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท หักด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัท ในปีที่เอาประกันภัย ในกรณีได้เอาประกันภัยรถยนต์ 10 คันถึง 19 คัน
-
40% ของเบี้ยประกันภัยของปีที่ต่ออายุของรถยนต์ทุกคัน ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท หักด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัท ในปีที่เอาประกันภัย ในกรณีได้เอาประกันภัยรถยนต์ 20 คันหรือกว่านั้น
ทั้ง นี้ บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้ต่อเมื่อ ผู้เอาประกันภัย ได้ต่ออายุการประกันภัยกับบริษัท และเฉพาะข้อตกลงคุ้มครอง ที่ต่ออายุเท่านั้น
คำ ว่า “จำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัท” ไม่รวมถึงค่าเสียหายที่มิได้เกิดจากความประมาท ของรถยนต์คันเอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัย สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้
ข้อ 7. การเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดี
ใน กรณีผู้เอาประกันภัย มีรถเอาประกันไว้กับบริษัทคันเดียวหรือหลายคัน และมีการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างปีที่เอาประกันภัย ที่เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างน้อยตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป มีจำนวนเงินเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย บริษัทจะเพิ่มเบี้ยประกันภัยเป็นขั้น ๆ ดังนี้
ขั้นที่ 1 20% ของอัตราเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ
ขั้นที่ 2 30% ของอัตราเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ ในกรณีมีค่าเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นต่อบริษัท 2 ปีติดต่อกัน
ขั้นที่ 3 40% ของอัตราเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ ในกรณีมีค่าเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นต่อบริษัท 3 ปีติดต่อกัน
ขั้นที่ 4 50% ของอัตราเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ ในกรณีมีค่าเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นต่อบริษัท 4 ปีติดต่อกัน หรือกว่านั้น
ใน กรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดี ไม่ว่าลำดับขั้นใด และในปีกรมธรรม์นั้น มีการเรียกร้องค่าเสียหาย ที่รถยนต์คันเอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ไม่ถึง 2 ครั้ง หรือถึง 2 ครั้ง แต่มีค่าเสียหายไม่เกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยแล้ว ในการต่ออายุการประกันภัย บริษัทจะใช้เบี้ยประกันภัยในลำดับขั้นเดิม เช่นในปีที่ผ่านมา แต่หากไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย หรือมีการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัย สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้แล้ว ในการต่ออายุการประกันภัยในปีต่อไป บริษัทจะใช้เบี้ยประกันภัยในอัตราปกติ
ข้อ 8. การโอนรถยนต์
ใน กรณีผู้เอาประกันภัย มีรถเอาประกันไว้กับบริษัทคันเดียวหรือหลายคัน และมีการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างปีที่เอาประกันภัย ที่เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างน้อยตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป มีจำนวนเงินเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย บริษัทจะเพิ่มเบี้ยประกันภัยเป็นขั้น ๆ ดังนี้
ข้อ 9. การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ
ใน กรณีที่มีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ระหว่างผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยกับบริษัท และหากผู้มีสิทธิเรียกร้องประสงค์ และเห็นควรยุติข้อพิพาทนั้น โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ บริษัทตกลงยินยอม และให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาด โดยอนุญาโตตุลาการ ตามข้อบังคับกรมการประกันภัย ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ
ข้อ 10. การตีความกรมธรรม์ประกันภัย
ข้อ ที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้าย และเอกสารประกอบ ให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียน ได้ให้ความเห็นชอบไว้
ข้อ 11. การสิ้นผลบังคับของกรมธรรม์
กรมธรรม์ประกันภัยนี้ จะสิ้นผลบังคับเมื่อ
11.1 ณ วันที่ เวลา ที่ระบุไว้ในตาราง
11.2 ผู้เอาประกันภัยไม่ชำระเบี้ยประกันภัย
หาก ผู้เอาประกันภัย ไม่ชำระเบี้ยประกันภัย ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่กรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับ ให้ถือว่าผู้เอาประกันภัย ไม่ประสงค์จะเอาประกันภัยอีกต่อไป และให้กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ ณ วันพ้นกำหนดดังกล่าว และการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่พนักงาน ตัวแทน ผู้รับมอบอำนาจ นายหน้าประกันภัย ตลอดจนบุคคล หรือนิติบุคคล ที่บริษัทยอมรับการกระทำของบุคคล หรือนิติบุคคลดังกล่าว เสมือนตัวแทนของบริษัท ให้ถือว่า เป็นการชำระเบี้ยประกันภัยแก่บริษัทโดยถูกต้อง
11.3 มีการบอกเลิกกรมธรรม์
11.3.1 บริษัทเป็นผู้บอกเลิก : บริษัทอาจบอกเลิกกรมธรรม์นี้ได้ ด้วยการส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ถึงผู้เอาประกันภัย ตามที่อยู่ครั้งสุดท้าย ที่แจ้งให้บริษัททราบ ซึ่งจะมีผลให้กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ ณ วันพ้นกำหนดดังกล่าว และในกรณีนี้ บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัย ให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยหักเบี้ยประกันภัย สำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ได้ใช้บังคับมาแล้วออกตามส่วน
11.3.2 ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้บอกเลิก : ผู้เอาประกันภัย อาจบอกเลิกกรมธรรม์นี้ได้ โดยแจ้งให้บริษัททราบเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะมีผลให้กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ ณ วันที่บริษัทได้รับหนังสือบอกเลิก หรือวันที่ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิก แล้วแต่ว่าวันใดเป็นวันหลังสุด ในกรณีนี้ ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืน ตามอัตราการคืนเบี้ยประกันภัยที่ระบุไว้ในตาราง
จำนวนวันประกันภัย ร้อยละของเบี้ยเต็มปี จำนวนวันประกันภัย ร้อยละของเบี้ยเต็มปี
1-9 72 190-199 29
10-19 68 200-209 27
20-29 65 210-219 25
30-39 63 220-229 23
40-49 61 230-239 22
50-59 59 240-249 20
60-69 56 250-259 18
70-79 54 260-269 16
80-89 52 270-279 15
90-99 50 280-289 13
100-109 48 290-299 12
110-119 46 300-309 10
120-129 44 310-319 8
130-139 41 320-329 6
140-149 39 330-339 4
150-159 37 340-349 3
160-169 35 350-359 1
170-179 32 360-366 0
180-189 30

หมวดความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก

Related Posts with Thumbnails

Popularity: 79% [?]

Leave a comment