ประกันภัยรถยนต์ คือ
การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
เป็น การประกันภัยรถที่กฎหมายไม่ได้บังคับ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เอาประกันภัยที่เห็นถึงความเสี่ยงภัยแห่งตนและมี ความคิดที่จะกระจายความเสี่ยงภัยออกไปยังบุคคลอื่นคือการประกันภัยไว้กับ บริษัทผู้รับประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามประเภทที่ผู้เอาประกัน ภัยประสงค์ โดยบริษัทประกันภัยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ไว้เป็นหลักฐาน โดยมีความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นตามแบบที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ
การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
การประกันภัยประเภท 1 (Comprehensive) บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้
o คุ้มครองความรับผิดต่อชีวิตร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์คันเอาประกันภัยด้วย
o คุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
o คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์
o คุ้มครองความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์
การประกันภัยประเภท 2 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ ตามข้อ 1) 2) และ 4)
การประกันภัยประเภท 3 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตามข้อ 1) และ 2)
สาระสำคัญของการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
ประเภทของการประกันภัย การประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ การประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ เป็นการประกันภัยที่ใช้มาแต่ดั้งเดิมในประเทศไทยซึ่งใน การประกันภัยประเภทนี้จะคุ้มครองความรับผิด และความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดในระหว่างการใช้หรือการขับขี่ของบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ใช้หรือขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อยกเว้น ที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัย 2. การประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ การประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้ เป็นการประกันภัยที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ในประเทศไทย โดยหลักการที่สำคัญสำหรับการประกันภัยประเภทนี้ คือ จะคุ้มครองความรับผิด หรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีบุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ ในการทำประกันรถยนต์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่นั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ที่ได้รับความคุ้มครองได้ถึง 2 คน แต่จะระบุคนเดียวก็ได้ ในกรณีที่ระบุ 2 คนนั้น การคิดคำนวณเบี้ยประกันภัย จะใช้ผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นฐานในการคำนวณเบี้ยประกันภัย ซึ่งปัจจัยที่ใช้เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงสำหรับการประกันภัยระบุชื่อผู้ขับ ขี่ เพิ่มเติมจากการประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ก็คือ อายุของผู้ขับขี่ โดยมีการแบ่งช่วงอายุของผู้ขับขี่จากช่วงที่มีความเสี่ยงภัยน้อยไปยังช่วงที่มีความเสี่ยงภัยมากเป็น 4 ช่วงอายุ ดังนี้
- อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป
- อายุ 36-50 ปี
- อายุ 25-35 ปี
- อายุ 18-24 ปี สำหรับรถยนต์ที่ผู้เอาประกันภัยจะนำมาทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ ได้นั้น จะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นส่วนบุคคลเท่านั้น รถยนต์ที่ใช้รับจ้างสาธารณะหรือใช้เพื่อการพาณิชย์ หรือใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ ไม่สามารถทำประกันภัยประเภทดังกล่าวได้ ดังนั้นรถยนต์ที่จะสามารถทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ จึงจำกัดไว้เพียง 3 ประเภทเท่านั้น คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
อัตราเบี้ยประกันภัย
อัตรา เบี้ยประกันภัยที่กำหนดในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เป็นอัตราของระยะเวลาการเอาประกันภัยเต็มปีโดยกำหนดเป็นเบี้ยประกันภัยขั้น ต่ำและขั้นสูง ซึ่งผู้รับประกันภัย จะเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยต่ำกว่า หรือสูงกว่าอัตราเบี้ยประกันภัยที่นายทะเบียนกำหนดไว้ไม่ได
ประเภทความคุ้มครอง
จาก ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า การประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
การประกันภัยรถยนต์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และการประกันภัยรถยนต์ประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัยประเภทใดก็ตาม ต่างก็จะแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนเหมือนกันดังนี้
1. ความคุ้มครองตามกรมธรรม์หลัก ซึ่งจะแบ่งเป็น
1.1 ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ในส่วนความคุ้มครองนี้ บริษัทผู้รับประกันภัยจะเข้ามารับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก หากว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกนั้น ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งความคุ้มครองในส่วนนี้จะแบ่งเป็น (ก) ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก ความคุ้มครองในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนี้ ได้นำเอาความคุ้มครองความรับผิดต่อความบาดเจ็บ มรณะ (บจ.) และความคุ้มครองความรับผิดต่อผู้โดยสาร (ผส.) เดิม มารวมเป็นความคุ้มครองเดียว ดังนั้นบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ จึงรวมถึงทั้งบุคคลภายนอกที่อยู่นอกรถยนต์คันเอาประกันภัย และบุคคลภายนอกที่โดยสารอยู่ในหรือกำลังขึ้น หรือกำลังลงจากรถยนต์คันเอาประกันภัยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลดังต่อไปนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม
1.1 (ก)
- ผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ
- คู่สมรส บิดา มารดา บุตร ลูกจ้างในทางการที่จ้างของผู้ขับขี่นั้น สำหรับจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนของความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยนี้จะคุ้มครองเฉพาะจำนวนเงินค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าจำนวนเงินคุ้ม ครองสูงสุดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินส่วนที่เกิน 50,000 บาท หรือส่วนที่เกิน 100,000 บาทก็ได้ แล้วแต่ว่าความเสียหายนั้นจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบ ภัยจากรถสูงสุดเท่าใด นอกจากนั้นจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดต่อคนและต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ที่ระบุไว้ตามความคุ้มครองส่วนนี้นั้น หมายถึง จำนวนเงินความรับผิดสูงสุดของบริษัทสำหรับความคุ้มครองในส่วนนี้โดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนความคุ้มครองอื่น ฉะนั้นจะไม่มีการนำเอายอดเงินความคุ้มครองส่วนอื่น มาหักออกจากจำนวนเงินความคุ้มครองในส่วนนี้ เช่น หากกรมธรรม์ระบุความคุ้มครองในส่วนนี้ไว้ว่า ?ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 100,000 บาท/คน 10,000,000 บาท/ครั้ง? ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวไปประสบอุบัติเหตุชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย คิดเป็นค่าเสียหายตามมูลละเมิดได้ 200,000 บาท เมื่อทายาทของผู้เสียชีวิตได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทซึ่ง รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาเต็มจำนวน 100,000 บาทแล้ว บริษัทซึ่งรับประกันภัยตามกรมธรรม์นี้ จะนำเงินจำนวน 100,000 บาท ที่ทายาทได้รับมาแล้ว มาหักออกจากจำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท ตามกรมธรรม์นี้ไม่ได้ บริษัทซึ่งรับประกันภัยตามกรมธรรม์นี้จะต้องจ่ายเต็มจำนวน 100,000 บาท (100,000 + 100,000 บาท) ในส่วนของความคุ้มครองชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนี้ แม้จะเป็นกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ และความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ของบุคคลภายนอกนั้นเป็นความรับผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่ ซึ่งมิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ก็ตาม บริษัทก็ยังคงผูกพันรับผิดต่อความเสียหายของบุคคลภายนอกนั้นเต็มจำนวน โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องเข้าร่วมรับผิดในจำนวนความเสียหายส่วนแรกเอง ดังเช่นความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตาม
(ข) ทั้งนี้เนื่องจากความคุ้มครองนี้เป็นความคุ้มครองส่วนที่เกินจากความคุ้ม ครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงถือเสมือนเป็นความเสีย หายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบเองอยู่แล้ว
(ข) ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อ ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย แต่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม
1.1 (ข) – ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัย ผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ คู่สมรส บิดามารดา บุตร ของผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่เป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้เก็บรักษา ควบคุม ครอบครอง – เครื่องชั่ง สะพานรถ สะพานรถไฟ ถนน ทางวิ่ง ทางเดิน สนาม หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าวอันเกิดจากการสั่นสะเทือน หรือจากน้ำหนักรถยนต์ หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ – ทรัพย์สินที่บรรทุกอยู่ใน หรือกำลังยกขึ้น หรือกำลังยกลงจากรถยนต์ ในกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ และไปเกิดอุบัติเหตุก่อให้เกิดความ เสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความรับผิดตามกฎหมายของผู้ขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัย แต่ผู้ขับขี่มิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แล้ว บริษัทยังคงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเต็มจำนวน แต่เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกไปเต็มจำนวนแล้ว บริษัทสามารถเรียกจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด ชอบเองคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ในส่วนของความคุ้มครองความรับผิดต่อ บุคคลภายนอกตาม 1.1 นี้ ได้มีการตัดข้อยกเว้นเรื่องใบอนุญาตขับขี่ออก ดังนั้นแม้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่จะไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่ บริษัทก็ยังคงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกเต็มจำนวน และจะเรียกจำนวนเงินที่ตนได้จ่ายไปคืนจากผู้เอาประกันภัยในภายหลังไม่ได้ ด้วย ความคุ้มครองต่อรถยนต์ เดิมในส่วนความคุ้มครองต่อรถยนต์ จะมีการจัดความคุ้มครองตามประเภทของภัยที่จะเกิดแก่รถยนต์ออกเป็น 6 ความคุ้มครอง ได้แก่ ความคุ้มครองที่เกิดจากภัย
- การชน (กช.) – ลักทรัพย์ทั้งคัน (ลท.) – ลักทรัพย์ทั้งคันโดยลูกจ้าง (ลจ.) – ลักทรัพย์อุปกรณ์ (ลอ.) – จลาจล (จจ.)
- ภัยอื่น โดยผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองตามประเภทของภัยที่ตนมีความ เสี่ยงได้ ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยมิได้ซื้อความคุ้มครองภัยใดไว้ ก็จะมีการออกเอกสารแนบท้ายยกเว้นความเสียหายที่เกิดจากภัยนั้นไว้ แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างอัตราเบี้ยประกันภัยใหม่ในครั้งนี้ ได้มีการจัดแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ และความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้
1.2 ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์นี้ จะไม่มีการแยกซื้อ หรือไม่ซื้อภัยหนึ่งภัยใดดังเช่นแต่ก่อน ดังนั้นความเสียหายต่อรถยนต์ไม่ว่าจะเกิดจากภัยที่เดิมเรียกว่า การชน จลาจล หรือภัยอื่นใดก็ตาม ก็จะได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ (เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดไฟไหม้) โดยบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลา ประกันภัยต่อรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ ในกรณีที่เป็นการทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่แล้ว หากรถยนต์คันดังกล่าวไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำหรือมีการชนเกิดขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายในขณะที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อ ในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่แล้ว บริษัทก็ยังคงผูกพันต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง เป็นจำนวน 6,000 บาท เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอา ประกันภัย และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ สำหรับข้อยกเว้นในส่วนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้น ขณะขับขี่ โดยบุคคลที่ไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่นั้น จะไม่นำมาใช้บังคับสำหรับการประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ หากผู้ขับขี่ ในขณะเกิดอุบัติเหตุเป็นผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ขับขี่ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณารับประกันภัยจากบริษัท แล้วว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการขับขี่ จึงตกลงรับประกันภัยไว้ ฉะนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในขณะมีผู้ที่ระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบความสามารถในการขับขี่อีก แม้โดยข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้ที่ระบุชื่อนั้นไม่เคยมีใบอนุญาตขับขี่ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทยกขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดได้
1.3 ความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ความสูญหายในที่นี้จะรวมถึงความสูญหายทั้งคัน (ลท.เดิม) สูญหายแต่บางส่วน(ลอ.เดิม) และไม่ว่าจะสูญหายจากลักทรัพย์ของลูกจ้าง (ลจ.เดิม) หรือบุคคลใดเป็นผู้ลักทรัพย์ก็ตาม ก็จะได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ทั้งสิ้น จะไม่มีการแยกซื้อภัยที่ได้รับความคุ้มครองเป็น ลท. ลอ. ลจ. ดังเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป สำหรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้ หรือสูญหายไป ความคุ้มครองในส่วนนี้นอกจากจะคุ้มครองการสูญหายแล้ว ยังคุ้มครองรวมไปถึงความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากไฟไหม้ด้วย โดยไฟไหม้ในที่นี้หมายถึง ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เป็นผลมาจากไฟไหม้ ไม่ว่าจะเป็นการไหม้โดยตัวของมันเอง หรือเป็นการไหม้ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสาเหตุอื่นใดก็ตาม ในส่วนของความคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ แม้จะเป็นกรณีที่ทำประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ไว้ และรถยนต์เกิดสูญหาย หรือไฟไหม้ขึ้นในขณะที่มีบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ใช้รถยนต์ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกเองแต่ อย่างใด บริษัทยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน เช่นเดียวกับ การประกันภัยแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวผู้ขับขี่ไม่ได้เป็นปัจจัยสำหรับความเสี่ยงภัยต่อการสูญหาย ไฟไหม้ของรถยนต์ ความคุ้มครองตาม 1.1 1.2 1.3 เป็นความคุ้มครองหลักที่ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อได้ตามสภาพความ เสี่ยงภัยของตน ซึ่งจะเป็นผลให้มีกรมธรรม์หลายรูปแบบ แยกตามความคุ้มครองที่บริษัทรับเสี่ยงภัยดังนี้
Popularity: 53% [?]
Stumble Upon
Del.icio.us
Buzz





