<!-- Replace --><?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประกันภัยรถยนต์.net ทางลัดสู่ ประกันภัยรถยนต์ ออนไลน์ยอดนิยม</title>
	<atom:link href="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net</link>
	<description>บริการให้คำปรึกษา แนะนำการเลือกซื้อ ประกันภัยรถยนต์พร้อมมอบความรู้ความเข้าใจ และบริการที่ให้คุณมากว่าแค่ซื้อประกันภัย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Sep 2010 23:36:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>ต้องการเรียกร้องค่าชดเชยในช่วงที่รถเข้าซ่อม</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/auto-insure/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/auto-insure/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2010 23:36:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประกันภัยรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียกร้องค่าชดเชย]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=869</guid>
		<description><![CDATA[คำถามรถของหนูจอดอยู่ในหมู่บ้านแล้วมีรถเข้ามาชน คนขับแจ้งว่าหลับใน รถทั้งสองคันมีประกันชั้นหนึ่ง รถหนูมีอาคเนย์ประกันภัย รถที่พุ่งเข้ามาชนเป็นประกันของวิริยะ ในกรณีนี้ ในเรื่องการซ่อม บริษัทประกันได้รับผิดชอบหมดเรียบร้อยแล้ว แต่หนูอยากทราบว่า ระหว่างที่รถหนูเข้าอู่เพื่อทำการซ่อม ซึ่งยังไม่ทราบว่ากี่วัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถเพื่อไปทำงานหาลูกค้า หนูเป็นเซล หนูจะขอค่าเช่ารถในการทำงานในแต่ละวัน จาก วิริยะประกันภัย ได้หรือไม่ แล้วต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ ขอบคุณมากค่ะ คำตอบได้ครับ รองร้องข้อให้ทางบริษัทประกันหารถใช้ระหว่างซ่อมมาให้ใช้ก่อนได้ครับ แต่หากบริษัทประกันไม่มีรถใช้ระหว่างซ่อมให้ เราสามารถเช่ารถในสภาพเดียวกันมาใช้ระหว่างซ่อมและนำใบเสร็จมาตั้งเบิกกับ บริษัทประกันได้ตามจริงครับ jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_869')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_869'),869); });]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_869'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>รถของหนูจอดอยู่ในหมู่บ้านแล้วมีรถเข้ามาชน คนขับแจ้งว่าหลับใน รถทั้งสองคันมีประกันชั้นหนึ่ง รถหนูมีอาคเนย์ประกันภัย รถที่พุ่งเข้ามาชนเป็นประกันของวิริยะ ในกรณีนี้ ในเรื่องการซ่อม บริษัทประกันได้รับผิดชอบหมดเรียบร้อยแล้ว แต่หนูอยากทราบว่า ระหว่างที่รถหนูเข้าอู่เพื่อทำการซ่อม ซึ่งยังไม่ทราบว่ากี่วัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถเพื่อไปทำงานหาลูกค้า หนูเป็นเซล หนูจะขอค่าเช่ารถในการทำงานในแต่ละวัน จาก วิริยะประกันภัย ได้หรือไม่ แล้วต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ ขอบคุณมากค่ะ<span id="more-869"></span></p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_869'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>ได้ครับ รองร้องข้อให้ทางบริษัทประกันหารถใช้ระหว่างซ่อมมาให้ใช้ก่อนได้ครับ แต่หากบริษัทประกันไม่มีรถใช้ระหว่างซ่อมให้ เราสามารถเช่ารถในสภาพเดียวกันมาใช้ระหว่างซ่อมและนำใบเสร็จมาตั้งเบิกกับ บริษัทประกันได้ตามจริงครับ<br />
 </div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_869')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_869'),869); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=869&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/auto-insure/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อายุใบเคลมมีระยะเวลาเท่าไร</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 23:36:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปัญหาประกันภัยรถยนต์ที่พบบ่อย]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ใบเคลม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=867</guid>
		<description><![CDATA[คำถามทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ไว้ หมดอายุมาแล้ว 4 เดือน แต่มีใบเคลมที่ยังไม่ได้เคลมจากกรมธรรม์เดิม ตามกฏหมาย จะนำรถเข้าซ่อมได้หรือไม่ครับ คำตอบได้ครับ เพราะว่าอายุความใบเคลม จะมีอายุสองปีครับ นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ หรือแจ้งบริษัทประกันว่าเกิดเหตุ และได้เลขเคลมหรือใบเคลมมาครับ แต่จริงๆแล้วไม่ควรจะให้เกินปีนะครับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องวุ่นวายเพราะว่าบริษัทประกันจะหาเอกสารไม่เจอครับ jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_867')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_867'),867); });]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_867'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>ทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ไว้ หมดอายุมาแล้ว 4 เดือน แต่มีใบเคลมที่ยังไม่ได้เคลมจากกรมธรรม์เดิม ตามกฏหมาย จะนำรถเข้าซ่อมได้หรือไม่ครับ</p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_867'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>ได้ครับ เพราะว่าอายุความใบเคลม จะมีอายุสองปีครับ นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ หรือแจ้งบริษัทประกันว่าเกิดเหตุ และได้เลขเคลมหรือใบเคลมมาครับ แต่จริงๆแล้วไม่ควรจะให้เกินปีนะครับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องวุ่นวายเพราะว่าบริษัทประกันจะหาเอกสารไม่เจอครับ<br />
</div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_867')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_867'),867); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=867&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รถเสียหายหนักขอรับราคาค่าซ่อมที่ 70% ของทุนประกัน</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-70-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-70-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Aug 2010 23:35:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปัญหาประกันภัยรถยนต์ที่พบบ่อย]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถเสียหายสิ้นเชิง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=865</guid>
		<description><![CDATA[คำถามรถประกันทำทุนประกัน 340000 บาท เกิดเหตุตกข้างทาง ลากเข้าศูนย์โตโยต้า ประเมินราคาค่าซ่อมประมาณ 290,000 บาท ทางบริษัทประกันภัย แจ้งต้องคืนทุนประกัน แต่เนื่องจากผมต้องการนำรถไปจัดซ่อมเอง จึงขอรับราคาค่าซ่อมที่ 70 % ของทุนประกัน ส่งเรื่องไปประมาณ 1 เดือน ทางบริษัทประกันภัย แจ้งว่ารถค้นนี้ราคากลางของซากอยู่ที่ 140,000 บาท ซึ่งบริษัทประกันภัยยังไม่มีการจัดประมูลซากหากประมูลซากอาจจะสูงกว่านี้ จึงเรียมาสอบถามว่า 1.บริษัทประกันมีสิทธิ์ในการประเมินกำหนดราคาซากรถเองหรือไม่ 2.บริษัทประกันสามารถที่จ่ายค่าซ่อมรถต่ำกว่า 70 % ของทุนหรือไม่กรณีผู้เอาประกันต้องการรับค่าซ่อมที่ึ 70%ไม่ต้องการคืนทุนประกัน 3.ผู้เอาประกันจะรับได้เงินเท่าไร จากเหตุการณ์ลักษณะนี้ คำตอบการเสียหายสิ้นเชิงนั้น จะต้องเป็นกรณีค่าซ่อมเกินกว่า 70 % ของราคารถปัจจุบัน ทางออกในเรื่องนี้ คือต้องประเมินการซ่อมใหม่ให้ต่ำกว่า 70 % จึงจะดำเนินการซ่อมได้ และไม่ต้องดำเนินการกรณี เสียหายสิ้นเชิง jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_865')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_865'),865); });]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_865'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>รถประกันทำทุนประกัน 340000 บาท เกิดเหตุตกข้างทาง ลากเข้าศูนย์โตโยต้า ประเมินราคาค่าซ่อมประมาณ 290,000 บาท ทางบริษัทประกันภัย แจ้งต้องคืนทุนประกัน แต่เนื่องจากผมต้องการนำรถไปจัดซ่อมเอง จึงขอรับราคาค่าซ่อมที่ 70 % ของทุนประกัน ส่งเรื่องไปประมาณ 1 เดือน ทางบริษัทประกันภัย แจ้งว่ารถค้นนี้ราคากลางของซากอยู่ที่ 140,000 บาท<span id="more-865"></span> ซึ่งบริษัทประกันภัยยังไม่มีการจัดประมูลซากหากประมูลซากอาจจะสูงกว่านี้ จึงเรียมาสอบถามว่า 1.บริษัทประกันมีสิทธิ์ในการประเมินกำหนดราคาซากรถเองหรือไม่ 2.บริษัทประกันสามารถที่จ่ายค่าซ่อมรถต่ำกว่า 70 % ของทุนหรือไม่กรณีผู้เอาประกันต้องการรับค่าซ่อมที่ึ 70%ไม่ต้องการคืนทุนประกัน 3.ผู้เอาประกันจะรับได้เงินเท่าไร จากเหตุการณ์ลักษณะนี้</p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_865'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>การเสียหายสิ้นเชิงนั้น จะต้องเป็นกรณีค่าซ่อมเกินกว่า 70 % ของราคารถปัจจุบัน ทางออกในเรื่องนี้ คือต้องประเมินการซ่อมใหม่ให้ต่ำกว่า 70 % จึงจะดำเนินการซ่อมได้ และไม่ต้องดำเนินการกรณี เสียหายสิ้นเชิง</p>
<p></div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_865')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_865'),865); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=865&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-70-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การคืนเงินทุนประกันภัยรถยนต์เต็มจำนวน</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Aug 2010 00:05:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปัญหาประกันภัยรถยนต์ที่พบบ่อย]]></category>
		<category><![CDATA[การคืนเต็มวงเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันภัยรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=862</guid>
		<description><![CDATA[คำถามขอปรึกษาเรื่องการจ่ายทุนประกันคืน ในกรณีที่รถประสบอุบัติเหตุครับ เรื่องมีอยู่ว่า รถของผม ซึ่งเป็นรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ จดทะเบียน ปี 2550 ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ โดยสภาพ รถภายนอกเสียหายค่อนข้างมากตลอดแนวรถทางด้านฝั่งคนขับ แต่ตัวเครื่องยนต์มองจากภายนอกอาจไม่กระทบ มากนัก โดยรถยนต์คันดังกล่าวได้ทำประกันชั้น 1 กับบริษัท ประกันภัยแห่งหนึ่งไว้ มีทุนประกันที่ 400,000.00 บาท ในเบื้องต้นได้แจ้งให้ทางบริษัทประกันมาดูสภาพรถ ที่เกิดเหตุ และได้ให้สำเนาบันทึกประจำวันของตำรวจไปแล้ว และพนักงานของบริษัทประกันภัยได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าน่าจะสรุปให้ เป็นการคืนทุนประกันให้กับ ทางผู้เสียหาย ทีนี้มาถึงคำถาม 1. อยากทราบว่า หากบริษัทประกันฯ สรุปออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะคืนทุนประกันให้ ทางผู้เสียหายจะได้รับเงินทุนประกันเต็มจำนวนเงิน 400,000 บาท หรือไม่ครับ เพราะเท่าที่คุยกันด้วยวาจา เหมือนว่าทางบริษัทประกัน อาจคิดค่าเสื่อมราคารถ และอาจจ่ายทุนประกันคืนไม่เต็มจำนวนเงิน 400,000 บาท (ตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์) 2. หากคืนไม่ครบจริง ตามกฎหมายแล้ว บริษัทประกันฯ มีสิทธิ์หักค่าดำเนินการ หรือค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ก่อนที่จะจ่ายทุนประกันให้กับผู้เสียหายครับ 3. หากในกรณีที่ทางบริษัทประกันฯ สรุปออกมาอย่างเป็นทางการว่าให้ทำการซ่อม ทางผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกร้องให้ขอเป็นการคืนซาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_862'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>ขอปรึกษาเรื่องการจ่ายทุนประกันคืน ในกรณีที่รถประสบอุบัติเหตุครับ เรื่องมีอยู่ว่า รถของผม ซึ่งเป็นรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ จดทะเบียน ปี 2550 ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ โดยสภาพ รถภายนอกเสียหายค่อนข้างมากตลอดแนวรถทางด้านฝั่งคนขับ แต่ตัวเครื่องยนต์มองจากภายนอกอาจไม่กระทบ มากนัก<br />
โดยรถยนต์คันดังกล่าวได้ทำประกันชั้น 1 กับบริษัท ประกันภัยแห่งหนึ่งไว้ มีทุนประกันที่ 400,000.00 บาท ในเบื้องต้นได้แจ้งให้ทางบริษัทประกันมาดูสภาพรถ ที่เกิดเหตุ และได้ให้สำเนาบันทึกประจำวันของตำรวจไปแล้ว และพนักงานของบริษัทประกันภัยได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าน่าจะสรุปให้ เป็นการคืนทุนประกันให้กับ ทางผู้เสียหาย ทีนี้มาถึงคำถาม 1. อยากทราบว่า หากบริษัทประกันฯ สรุปออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะคืนทุนประกันให้ ทางผู้เสียหายจะได้รับเงินทุนประกันเต็มจำนวนเงิน 400,000 บาท หรือไม่ครับ เพราะเท่าที่คุยกันด้วยวาจา เหมือนว่าทางบริษัทประกัน อาจคิดค่าเสื่อมราคารถ และอาจจ่ายทุนประกันคืนไม่เต็มจำนวนเงิน 400,000 บาท (ตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์) <span id="more-862"></span><br />
2. หากคืนไม่ครบจริง ตามกฎหมายแล้ว บริษัทประกันฯ มีสิทธิ์หักค่าดำเนินการ หรือค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ก่อนที่จะจ่ายทุนประกันให้กับผู้เสียหายครับ<br />
3. หากในกรณีที่ทางบริษัทประกันฯ สรุปออกมาอย่างเป็นทางการว่าให้ทำการซ่อม ทางผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกร้องให้ขอเป็นการคืนซาก และขอทุนประกันคืนได้รึเปล่าครับ เพราะจากสภาพรถที่ประสบอุบัติเหตุ น่าจะใช้เวลาในการซ่อม ไม่ต่ำกว่า 2 เดือน และเมื่อซ่อมมาแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้งานได้ตามปกติเหมือนเดิมหรือไม่ หรือหากซ่อม กลับมาได้จริง ก็คาดว่าคงต้องขาย แล้วซื้อคันใหม่มาใช้อยู่ดี ซึ่งกว่าจะซ่อมเสร็จ กว่าจะได้ขาย คงใช้เวลาหลายเดือน อีกเหมือนกัน<br />
4. โดยปกติแล้ว ขั้นตอนการคืนทุนประกันของบริษัทประกันภัยใช้เวลาในการดำเนินการนานเท่าไหร่ ครับ  จำเป็นต้องใช้รถในการทำงานต่อ หากบริษัทประกันทำเรื่องช้า ทางผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรได้ไหมครับ ขอบคุณครับ </p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_862'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>1. การคืนทุนประกันให้ บริษัทต้องจ่ายเต็มจำนวนเงิน 400,000 บาท หากจ่ายไม่ครบ บริษัทจะมีความผิดตามกฎหมาย<br />
2. บริษัทประกันฯ ไม่มีสิทธิ์หักค่าดำเนินการ หรือค่าใช้จ่ายอะไรเลย<br />
3. ต้องพิจารณาว่าค่าซ่อมเกินกว่า 70 % ของราคารถปัจจุบันหรือไม่ ถ้าเกิน ถือว่าเสียหายสิ้นเชิง<br />
4. ขั้นตอนการคืนทุนประกันของบริษัทประกันภัยใช้เวลาในการดำเนินการนาน 15 วันนับแต่เอกสารการโอนเรียบร้อย  หากบริษัทประกันทำเรื่องช้า ทางผู้เสียหายมีสิทธิ์ร้องเรียนต่อ สำนักงาน คปภ. ได้<br />
</div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_862')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_862'),862); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=862&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำประกันประเภท 1 แบบซื้อค่าไว้ Excess 3000 บาท</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97-1-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89-excess-3000-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97-1-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89-excess-3000-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Aug 2010 00:18:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปัญหาประกันภัยรถยนต์ที่พบบ่อย]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าExcess]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันภัยรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=858</guid>
		<description><![CDATA[คำถามทำประกันประเภท 1 แบบระบุค่าความเสียหายต่อต่อรถประกัน 3000 บาท ต่อเหตุการ เกิดเหตุถูกทุบกระจกประตู เพื่อขโมยกระเป๋าเอกสารภายในรถไป ในกรณีนี้ ถ้าเคลมประกัน จะถูกเรียกเก็บค่า Excess หรือไม่ ถ้าเรียกเก็บ ต้องเสียค่า Excess ทั้งหมดเท่าไหร่ค่ะ ขอบคุณค่ะ คำตอบจากเงื่อนไขกรมธรรม์มีการระบุไว้ว่า ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ดังนี้ ก) 1000 บาทแรกของความเสียหายอันมิได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือกรณีที่เกิดจากการชน แต่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรรีอีกฝ่ายหนึ่งได้ และ ข) ตามจำนวนเงินส่วนแรกของความเสียหายที่ระบุไว้ในตารางซื่งคุณซื้อค่าความเสียหายส่วนแรกไว้ 3,000 บาท ซึ่งหมายความว่ากรณีนี้จะเสียค่าเสียหายส่วนแรก = ก) + ข) หรือเท่ากับ 1000 + 3000 = 4000 บาทครับ jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_858')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_858'),858); });]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_858'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>ทำประกันประเภท 1 แบบระบุค่าความเสียหายต่อต่อรถประกัน 3000 บาท ต่อเหตุการ เกิดเหตุถูกทุบกระจกประตู เพื่อขโมยกระเป๋าเอกสารภายในรถไป ในกรณีนี้ ถ้าเคลมประกัน จะถูกเรียกเก็บค่า Excess หรือไม่ ถ้าเรียกเก็บ ต้องเสียค่า Excess ทั้งหมดเท่าไหร่ค่ะ ขอบคุณค่ะ <span id="more-858"></span></p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_858'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>จากเงื่อนไขกรมธรรม์มีการระบุไว้ว่า ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ดังนี้  ก) 1000 บาทแรกของความเสียหายอันมิได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือกรณีที่เกิดจากการชน แต่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรรีอีกฝ่ายหนึ่งได้ และ ข) ตามจำนวนเงินส่วนแรกของความเสียหายที่ระบุไว้ในตารางซื่งคุณซื้อค่าความเสียหายส่วนแรกไว้ 3,000 บาท  ซึ่งหมายความว่ากรณีนี้จะเสียค่าเสียหายส่วนแรก = ก) + ข)  หรือเท่ากับ 1000 + 3000 = 4000 บาทครับ<br />
</div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_858')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_858'),858); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=858&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/problems-insurance/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97-1-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89-excess-3000-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎ 9 ข้อในการดูแลรถยนต์ให้ใหม่เสมอ</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%8e-9-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%8e-9-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Aug 2010 02:08:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆมากมายกับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลรักษษรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำให้รถใหม่เสมอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=856</guid>
		<description><![CDATA[คำถามรถของใครใครก็รัก อยากให้ใหม่เสมอ ใช้งานได้ดี อยู่กับเราไปนาน วันนี้เรามีการดูแลรักษารถของคุณให้ใหม่เสมอมาฝากครับ ด้วยวิธีปฏิบัติง่ายๆ 9 ข้อครับ คำตอบ1ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ให้มาตอนซื้อรถ ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางใน การตรวจเช็ครถ แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกทีว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่ 2อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์ การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด 3หยอดกระปุกไว้สำหรับการซ่อมบำรุงรถ เพราะในแต่ละปี คุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งานถ้ามีการสะสม งบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถก็จะไม่กระทบกับการเงินของ คุณ 4หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้ รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้ คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ 5เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ คุณผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ 6เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง 7ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยา 8ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_856'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>รถของใครใครก็รัก อยากให้ใหม่เสมอ ใช้งานได้ดี อยู่กับเราไปนาน วันนี้เรามีการดูแลรักษารถของคุณให้ใหม่เสมอมาฝากครับ ด้วยวิธีปฏิบัติง่ายๆ 9 ข้อครับ<br />
</div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_856'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>1ปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์ที่ให้มาตอนซื้อรถ ถ้ามีตารางการซ่อมบำรุงก็ใช้เป็นแนวทางใน การตรวจเช็ครถ แต่ควรตรวจเช็คในคู่มืออีกทีว่าถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่เมื่อไหร่<br />
2อย่าลืมเปลี่ยนสายพานเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000 – 90,000 ไมล์ การเปลี่ยนสายพานราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ก็ถูกกว่าค่าเสียที่เกิดขึ้นหากสายพานขาด<span id="more-856"></span><br />
3หยอดกระปุกไว้สำหรับการซ่อมบำรุงรถ เพราะในแต่ละปี คุณควรจะมีงบในการบำรุงรักษารถ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่อายุการใช้งานถ้ามีการสะสม งบเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับรถก็จะไม่กระทบกับการเงินของ คุณ<br />
4หาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณใช้ รถทุกรุ่นมักจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บอกข้อมูล และปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลาใช้ คุณจะได้มีความพร้อมที่รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณ<br />
5เวลาขับขี่คอยสังเกตว่ามีเสียง หรือกลิ่นที่ผิดไปจากปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีควรปรึกษาช่างเพื่อหาสาเหตุ คุณผู้ใช้รถเป็นประจำเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดเมื่อรถเกิดอาการผิดปกติ<br />
6เมื่อเกิดความเสียหายกับรถให้ซ่อมทันที แม้ว่าจะเป็นความเสียหายเล็กน้อย อาทิ เบาะที่นั่งขาด หรือสายไฟหลุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น หรือสร้างความรำคาญให้กับคุณเอง<br />
7ใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ หากมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถซื้ออะไหล่แท้ควรปรึกษาช่างเพื่อหาทางเลือก การซื้ออะไหล่แท้มือสองก็เป็นอีกทางที่จะได้ของคุณภาพในราคาย่อมเยา<br />
8ทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอ สีรถนอกจากจะช่วยให้รถดูดี ยังเป็นการปกป้องวัสดุข้างในด้วย ควรล้างรถเป็นประจำ ถ้าน้ำเริ่มไม่เกาะเป็นหยดๆ บนสีรถ ให้ลงแว็กเคลือบสี<br />
9ควรขับรถอย่างนิ่มนวล แม้ว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงบ้างในบางครั้งจะช่วยให้เครื่องยนต์มีความ คล่องตัว แต่ไม่ควรเหยียบคันเร่งจนมิด หรือขับรถโดยใช้ความเร็วสูงตลอดเพราะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์</p>
<p>หากคุณปฏิบัติตามกฎง่ายๆ 9 ข้อนี้ คุณก็ยิ้มได้อย่างภูมิใจเมื่อมีคนพูดอย่างชื่นชมว่ารถคุณยังดูใหม่แม้ว่าจะวิ่งได้ 200,000 ไมล์ แล้ว&#8230;..<br />
</div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_856')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_856'),856); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=856&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%8e-9-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระวัง 10 สัญญานเตือนภัยที่รถบอกคุณ</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-10-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-10-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 03:35:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆมากมายกับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[10 สัญญานเตือนภัยที่รถบอกคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการดูแลรักษารถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=854</guid>
		<description><![CDATA[คำถาม รถซื้อมาเพื่อขับ หลายคนเป็นเช่นนั้น จึงขาดการดูแลเอาใจใส่ ทั้งที่เป็นสิ่งควรทำอย่ายิ่งเพื่อให้รถของเราใช้งานได้นานๆ วันนี้เรามารู้ถึงสัญญาณเตือนต่างๆ เมื่อรถของคุณใกล้ไม่สบาย เรามาดูกันว่ารถมีอาการแบบนี้ต้องทำอย่างไร 1. สัญญาณเตือน เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยใช้ประสาททั้ง 5 คือ การเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับดู ถ้าสังเกตพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม คำตอบ2. เครื่องยนต์ เครื่องยนต์คือหัวใจของรถ ถ้าเครื่องยนต์มีอาการดังนี้ &#8211; เครื่องร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูงเสียแล้ว &#8211; เครื่องเย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก &#8211; มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์ ควรนำเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ 3. ยาง การสึกหรอของดอกยางแบบต่าง ๆ บอกเราได้ว่ายางผิดปกติไปอย่างไร &#8211; ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป &#8211; ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป &#8211; ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_854'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>	   รถซื้อมาเพื่อขับ หลายคนเป็นเช่นนั้น จึงขาดการดูแลเอาใจใส่ ทั้งที่เป็นสิ่งควรทำอย่ายิ่งเพื่อให้รถของเราใช้งานได้นานๆ วันนี้เรามารู้ถึงสัญญาณเตือนต่างๆ เมื่อรถของคุณใกล้ไม่สบาย เรามาดูกันว่ารถมีอาการแบบนี้ต้องทำอย่างไร<br />
1. สัญญาณเตือน<br />
      เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยใช้ประสาททั้ง 5 คือ การเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับดู  ถ้าสังเกตพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม<span id="more-854"></span><br />
</div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_854'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>2. เครื่องยนต์<br />
       เครื่องยนต์คือหัวใจของรถ ถ้าเครื่องยนต์มีอาการดังนี้<br />
       &#8211; เครื่องร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูงเสียแล้ว<br />
       &#8211; เครื่องเย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก<br />
       &#8211; มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์<br />
       ควรนำเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ<br />
 3. ยาง<br />
       การสึกหรอของดอกยางแบบต่าง ๆ บอกเราได้ว่ายางผิดปกติไปอย่างไร<br />
       &#8211; ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป<br />
       &#8211; ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป<br />
       &#8211; ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง<br />
       &#8211; ดอกยางเป็นบั้ง ๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ<br />
       นำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางใหม่<br />
4. คลัตซ์<br />
       คลัตซ์ที่มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ อย่าละเลยอาการเหล่านี้<br />
       &#8211; คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก<br />
       &#8211; คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์<br />
       &#8211; แป้นคลัตซ์สั่นขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะกำลังขับ<br />
       ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมช่วงล่าง หรือศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ<br />
5. เกียร์<br />
       เกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับความเร็ว สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหาคือ<br />
       &#8211; มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่<br />
       &#8211; เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน<br />
       &#8211; มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ ทั้ง ๆที่เหยียบคลัตซ์แล้ว<br />
       &#8211; ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา<br />
       ควรนำรถเข้าอู่ตรวจสอบห้องเกียร์<br />
6.พวงมาลัย<br />
       พวงมาลัยที่มีปัญหาเหล่านี้ จะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ยางเฟืองท้าย ชำรุดตามไปด้วย<br />
       &#8211; พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว<br />
       &#8211; พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว<br />
       &#8211; พวงมาลัยสั่นในขณะขับ<br />
       ควรนำเข้าศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ<br />
7. เบรก<br />
       ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เพราะเบรกชำรุด นำมาซึ่งอุบัติภัยได้ง่ายที่สุด<br />
       &#8211; เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้จะไม่ได้ลุยน้ำ<br />
       &#8211; เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง<br />
       &#8211; แป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้ง ๆ ที่ถอนเท้าออกมาแล้ว<br />
       ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกทันที<br />
8. ไฟชาร์จ<br />
       ไฟชาร์จ ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่เราสตาร์ทเครื่อง และเมื่อสตาร์ทติดแล้ว ครู่หนึ่งก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ที่แน่ ๆ คือไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ รีบนำรถเข้าอู่ไดชาร์จหรือระบบไฟ<br />
9. หลอดไฟ<br />
       หลอดไฟขาดบ่อย ๆ หรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยเกินไป แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า ?เร**เลเตอร์? ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมชำรุด  ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมเร**เลเตอร์ หรือหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่<br />
10. น้ำมันหล่อลื่น<br />
       ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับขี่รถยนต์ หมายถึงว่าเครื่องยนต์กำลังทำงานโดยปราศจากน้ำมันหล่อลื่น รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันที<br />
       ถ้าอู่อยู่ไกล ให้เติมน้ำมันเครื่องใส่ลงในถังน้ำมันหล่อลื่นไปก่อน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ควรใช้รถลากไปอู่ซ่อม<br />
      นี้คือ 10 สัญญานเตือนที่รถบอกคุณ เริ่มกันวันนี้เลยครับ รองสังเกตุอาการรถคุณว่าปกติดีอยู่ไม่ หากมีอาิการผิดปกติรีบนำรถของท่านเข้าซ่อมโดยด่วน อย่าทำเป็นเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเลยครับ<br />
</div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_854')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_854'),854); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=854&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-10-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารยาทในการขับรถร่วมกัน เพื่อช่วยกันรถอุบัติเหตุ</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 00:04:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆมากมายกับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[มารยาทในการใช้รถ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการดูแลรักษษรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=851</guid>
		<description><![CDATA[คำถามการใช้ถนนร่วมกัน นอกจากกฎหมายราชการแล้ว ควรมีมารยาทและความเอื้ออาทรต่อกัน เพื่อให้มีทั้งความราบรื่นและความปลอดภัยในการเดินทาง ผู้ขับรถยนต์ไทยกับมารยาทในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันยังมีไม่มากนัก หากไม่หันมาสนใจและรณรงค์ร่วมกัน การรักษามารยาทก็คงจะถดถอยลงเรื่อยๆ มารยาทและวิธีปฏิบัติต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รวบรวมขึ้น ซึ่งอาจมีอีกหลากหลายแนวทาง ถ้าเห็นว่าสมควรก็นำไปปฏิบัติได้ คำตอบ1. ข้ า ม สี่ แ ย ก &#8211; ต ร ง ไ ป ไ ม่ ค ว ร เ ปิ ด ไ ฟ ฉุ ก เ ฉิ น การข้ามสี่แยกแล้วต้องการตรงไป พร้อมกับเปิดไฟฉุกเฉินกะพริบสี่มุม เป็นวิธีที่ผิด ! อันตราย ! และแพร่หลายกันอยู่ไม่น้อยเหตุผลที่ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินในกรณีนี้ เพราะผู้ขับรถยนต์ที่มาด้านซ้าย-ขวา จะเห็นไฟกะพริบด้านหน้าเพียงมุมเดียว เสมือนเป็นการเปิดไฟเลี้ยว โดยไม่ทราบเลยว่าเป็นการเปิดไฟฉุกเฉินกะพริบพร้อมกันสี่มุมซ้าย-ขวา ลองนึกภาพแล้ว จะพบว่า ไฟเลี้ยวด้านหน้า แม้จะกะพริบพร้อมกันซ้าย-ขวา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_851'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>การใช้ถนนร่วมกัน นอกจากกฎหมายราชการแล้ว ควรมีมารยาทและความเอื้ออาทรต่อกัน เพื่อให้มีทั้งความราบรื่นและความปลอดภัยในการเดินทาง ผู้ขับรถยนต์ไทยกับมารยาทในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันยังมีไม่มากนัก หากไม่หันมาสนใจและรณรงค์ร่วมกัน การรักษามารยาทก็คงจะถดถอยลงเรื่อยๆ มารยาทและวิธีปฏิบัติต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รวบรวมขึ้น ซึ่งอาจมีอีกหลากหลายแนวทาง ถ้าเห็นว่าสมควรก็นำไปปฏิบัติได้<span id="more-851"></span></p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_851'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>1. ข้ า ม สี่ แ ย ก &#8211; ต ร ง ไ ป ไ ม่ ค ว ร เ ปิ ด ไ ฟ ฉุ ก เ ฉิ น<br />
การข้ามสี่แยกแล้วต้องการตรงไป พร้อมกับเปิดไฟฉุกเฉินกะพริบสี่มุม เป็นวิธีที่ผิด ! อันตราย ! และแพร่หลายกันอยู่ไม่น้อยเหตุผลที่ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินในกรณีนี้ เพราะผู้ขับรถยนต์ที่มาด้านซ้าย-ขวา จะเห็นไฟกะพริบด้านหน้าเพียงมุมเดียว เสมือนเป็นการเปิดไฟเลี้ยว โดยไม่ทราบเลยว่าเป็นการเปิดไฟฉุกเฉินกะพริบพร้อมกันสี่มุมซ้าย-ขวา ลองนึกภาพแล้ว<br />
จะพบว่า ไฟเลี้ยวด้านหน้า แม้จะกะพริบพร้อมกันซ้าย-ขวา แต่ผู้ขับรถยนต์คันที่มาด้านข้าง<br />
ในแต่ละด้านจะเห็นไฟกะพริบเพียงมุมเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มาจากด้านซ้าย จะไม่ชะลอ<br />
ความเร็วลงหรือไม่ให้ทาง ด้วยคิดว่ารถยนต์คันที่เปิดไฟฉุกเฉินจะเลี้ยวซ้าย เพราะไม่เกี่ยว<br />
กับเขาเลยนอกจากนั้นในมุมอื่น หากมีรถยนต์บางคันบังรถยนต์คันที่เปิดไฟฉุกเฉิน ผู้ขับ<br />
รถยนต์คันอื่นๆ อาจเข้าใจผิดว่าคิดเป็นการเปิดไฟเลี้ยวเฉพาะมุมที่เขาเห็นในกฎหมาย<br />
จราจรไม่มีการระบุไว้ว่า ต้องเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อต้องการข้ามสี่แยกแล้วตรงไป วิธีปฏิบัติที่<br />
ถูกต้องและปลอดภัย คือ เบรกชะลอความเร็วลง มองซ้าย-ขวา เมื่อเส้นทางว่างพอ ก็ตรง<br />
ไปด้วยความเร็วที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเปิดสัญญาณไฟใดๆ ใช้สมาธิและเวลามองรถยนต์<br />
คันอื่น ปลอดภัยกว่าเสียสมาธิและเวลาเปิด-ปิดสวิตช์ไฟฉุกเฉิน</p>
<p>2. ฝ น ต ก ห นั ก ไ ม่ ค ว ร เ ปิ ด ไ ฟ ฉุ ก เ ฉิ น<br />
นับเป็นความหวังดี แต่อาจให้ผลร้าย ที่เกรงว่าผู้ร่วมทางจะไม่สามารถมองเห็นรถยนต์<br />
ของตนเมื่อฝนตกหนักในความเป็นจริง ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน เพราะจะแยงสายตา และหากมีรถยนต์บางคันบังรถยนต์คันที่เปิดไฟฉุกเฉิน ผู้ขับรถยนต์คันอื่นๆ อาจเข้า<br />
ใจผิดว่าเป็นการเปิดไฟเลี้ยวเฉพาะมุมที่เขาเห็น รวมถึงการเปลี่ยนเลนโดยไม่ปิดไฟ<br />
ฉุกเฉินก่อน เพราะจะไม่มีไฟเลี้ยวให้ใช้บอกเตือนตามปกติ เมื่อฝนตกหนัก วิธีปฏิบัต<br />
ิที่ถูกต้องและปลอดภัย คือ ชะลอความเร็วลง ชิดเลนซ้าย-กลาง และเปิดไฟหน้าแบบต่ำ<br />
หรือถ้ามีไฟตัดหมอกหลังสีแดงเพิ่มอีก 2 ดวง ก็ควรเปิดด้วย แล้วขับด้วยความระมัด<br />
ระวังไฟฉุกเฉินมีไว้ใช้เมื่อฉุกเฉินจริงๆ เช่น รถยนต์จอดเสีย เกิดอุบัติเหตุบนผิว<br />
จราจร รถยนต์ถูกลาก (ถ้ามีโอกาส ทำป้ายหรือเขียนกระดาษแปะด้านท้ายว่า -<br />
รถลาก- จะช่วยให้ปลอดภัยขึ้น) ในกรณีที่เปิดไฟฉุกเฉินในรถยนต์ถูกลาก ควรชิด<br />
เลนซ้าย และถ้าต้องการเปลี่ยนเลน ควรปิดไฟฉุกเฉินแล้วเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าพอสมควร</p>
<p>3. ส ป อ ต ไ ล ต์ / ไ ฟ ตั ด ห ม อ ก เ ปิ ด เ มื่ อ จ ำ เ ป็ น<br />
มีทั้งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานและติดตั้งเพิ่มเอง ตำแหน่งอยู่ตรงด้านล่างของกันชนหน้า 2 ดวง/1 คันรถยนต์บางรุ่นออกแบบให้ใช้เป็นไฟตัดหมอก ซึ่งก็ควรใช้เมื่อมีหมอกตามชื่อเรียกมีการใช้สปอตไลต์/ไฟตัดหมอกที่ผิด มารยาท สร้างความรำคาญ และเริ่มแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ จนอาจลดความปลอดภัยแก่ผู้ร่วมทาง คือ เปิดใช้ในขณะที่เส้นทางไม่มืดมาก ซึ่งไม่จำเป็น แสงสว่างที่แรงนั้นแยงสายตาทั้งผู้ขับรถยนต์คันที่สวนมา และคันนำหน้า ในเส้นทางปกติไม่ควรเปิดใช ้งานเพราะสว่างอยู่คนเดียว แต่ทำให้คนอื่นตาพร่ามัว คล้ายหรือแย่กว่าการเปิดไฟสูงสาดไปทั่วนั่นเอง บางรายหนักข้อด้วยการเปิดเพียงไฟหรี่ แล้วเปิดสปอตไลต์เพิ่มความสว่าง นับเป็นการรบกวนสายตาของเพื่อนร่วมทางอย่างมาก ก็ไม่ทราบว่าทำเพื่ออะไร ! สาเหตุที่หลายคนเปิดสปอตไลต์หรือไฟตัดหมอกด้านหน้า โดยไม่เกรงใจผู้ขับรถยนต์คันนำ หรือคันที่สวนทางมา เพราะคิดไปเองแต่เพียงว่า ตำแหน่งของสปอตไลต์อยู่ต่ำ ไม่น่าแยงตาเหมือนการเปิดไฟสูง ในความเป็นจริง ไฟส่องสว่างที่ติดตั้งอยู่ต่ำก็อาจแยงตาได้ ถ้ามีแสงแรงและมีการกระจายแสงมากๆสปอตไลต์ส่วนใหญ่มีแสงแรง และมีการกระจายแสงมากจนแยงตาแบบประกายแฉก ถ้าอยากเปิดใช้จริงๆ ควรเปิดแล้วออกไปมองอย่างรอบคอบว่า จะแยงตาผู้อื่นหรือไม่ (ส่วนใหญ่-แยงตา) หากไม่แน่ใจ ก็ไม่ควรเอาเปรียบผู้ขับร่วมทางด้วยการเปิดสปอตไลต์โดยไม่จำเป็น ควรเปิดเมื่อมืดจริงๆ และแน่ใจว่าไม่รบกวนผู้อื่นสำหรับคำถามที่ว่า แล้วผู้ผลิตรถยนต์ติดตั้งสปอตไลต์มาเพื่ออะไร แล้วจะได้ใช้เมื่อไรเพราะกลัวไม่คุ้มค่า ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายระบุในคู่มือประจำรถยนต์ว่า สปอตไลต์ควรเปิดเมื่อจำเป็นและไม่รบกวนคนอื่น หรือควรเปิดเมื่อหมอกลง และไม่ควรเปิดใช้ต่อเนื่องนานๆ เพราะจะร้อนเกินไปจนจานฉายเสื่อมได้ง่าย การเปิดสปอตไลต์ต่อเนื่องจนร้อน เมื่อต้องลุยน้ำกะทันหัน กระจกด้านหน้าของสปอตไลต์อาจแตกร้าวได้ การติดตั้งสปอตไลต์เพิ่มเติมเองผิดกฎหมาย ทั้งมีการเปิดใช้และไม่ได้เปิด จะไม่ผิดกฎหมายก็ต่อเมื่อมีฝาครอบปิด และไม่ได้เปิดใช้บนเส้นทางเรียบปกติ</p>
<p>4. ถ้ า มี ไ ฟ ตั ด ห ม อ ก ห ลั ง ค ว ร เ ปิ ด เ มื่ อ ห ม อ ก ล ง ห รื อ ฝ น ต ก ห นั ก เ ท่ า นั้ น<br />
รถยนต์บางรุ่นมีสวิตช์พิเศษสำหรับไฟตัดหมอกด้านหลัง คือ ไฟท้ายสีแดงเพิ่มขึ้นอีกข้างละดวง และมีความสว่างมากกว่า ไฟท้ายปกติมาก เพื่อใช้เตือนผู้ขับรถยนต์คันที่ตามมาเมื่อหมอกลง ฝนหรือหิมะตกหนัก หากเปิดใช้ไฟตัดหมอกหลังสีแดงแสนสว่างในยามทัศนวิสัยปกติแบบในไทย แสงสว่างที่เพิ่มขึ้นมาจะแยงตาผู้ร่วมทางมาก จึงไม่ควรเปิดใช้ในการใช้รถใช้ถนนปกติ และไม่ควรหลงลืมเปิดโดยไม่จำเป็น</p>
<p>5. ก ะ พ ริ บ ไ ฟ สู ง ข อ ท า ง ห รื อ เ ตื อ น<br />
บ้างเรียกศัพท์สแลงกันว่า ดิฟไฟสูง คนไทยมักใช้เพื่อเตือนไม่ให้รถยนต์ทางโทตัดเข้ามาหาทางเอกหรือทางตรงทั้งที่ ในบางประเทศใช้การกะพริบไฟสูงเมื่อต้องการให้ทาง เพราะแสดงว่าเห็นแล้วและให้ทางไปได้ ในขณะที่คนไทยใช้เพื่อบอกว่า เห็นแล้วว่ากำลังจะตัดทางเข้ามา แต่ไม่ให้เข้ามา กรณีนี้กฏหมายไทยไม่มีกำหนดว่าให้ใช้การกะพริบไฟสูงเพื่อจุดประสงค์ใด อาจเพราะไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นสากลได้ จึงยังคงใช้กันในสไตล์คนไทยได้ แต่ก็มีผู้ที่ใช้เพื่อต้องการให้ทาง ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะต้องเห็นก่อนจึงจะสามารถกะพริบไฟบอกได้คงต้องปล่อยวางและใช้กันไปตาม กระแส</p>
<p>6. จ อ ด ใ น พื้ น ที่ ห้ า ม จ อ ด แ ล้ ว เ ปิ ด ไ ฟ ฉุ ก เ ฉิ น<br />
นับเป็นการเอาเปรียบสังคมอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นการจอดชั่วคราวก็ตาม เพราะการเปิดไฟฉุกเฉิน แม้จะแสดงว่าจอด แต่ถ้าไม่ใช่เวลาและพื้นที่ซึ่งควรจอดก็ไม่ควรปฏิบัติ อีกทั้งยังผิดกฏจราจรอีกด้วย การเปิดไฟฉุกเฉินจอดในพื้นที่ห้ามจอด ไม่สามารถป้องกันการออกใบสั่งได้</p>
<p>7. เ ป ลี่ ย น เ ล น  แ ซ ง  ขึ้ น ท า ง ต ร ง แ ล้ ว ค ว ร เ ร่ ง ค ว า ม เ ร็ ว เ พิ่ ม<br />
การขึ้นทางตรงจากซอยหรือทางโท รวมถึงการเปลี่ยนเลน ควรกระทำเมื่อเส้นทางว่างพอ เมื่อเข้าเลนที่ต้องการได้แล้ว บางคนไม่สนใจมารยาทต่อผู้ขับรถยนต์คันที่ตามมา เพราะคิดแต่เพียงว่า ถ้าถูกชนด้านท้ายแล้วจะไม่ผิด เนื่องจากเข้าสู่เส้นทางได้เต็มคันแล้วในทางมารยาท เมื่อเข้าสู่เส้นทางได้เต็มคันแล้ว ควรเร่งความเร็วเพิ่มไล่รถยนต์คันหน้าในระยะที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่ารถยนต์คันหลังห่างแค่ไหน เพื่อมารยาท ผู้ขับรถยนต์คันหลังจะได้ไม่ต้องเบรกจนตัวโก่ง และไม่เสี่ยงต่อการเสียโฉมของบั้นท้ายรถยนต์ของตน</p>
<p>8. ก า ร เ บ ร ก ต้ อ ง ส น ใ จ ร ถ ย น ต์ ที่ ต า ม ม า ด้ ว ย<br />
ไม่ใช่เฉพาะเป็นการรักษามารยาท แต่เป็นการเพิ่มความปลอดภัยของตนเองด้วยการเบรก ดูเหมือนผู้ขับส่วนใหญ่จะมองแต่เพียงเป็นการลดความเร็วเมื่อมีสิ่งกีดขวางด้านหน้า โดยไม่ค่อยสนใจมารยาทและความปลอดภัยของผู้ขับรถยนต์คันที่ตามมาถ้ามีโอกาสและเวลาพอ ก่อนการเบรกควรเหลือบ มองกระจกมองหลัง เพื่อจะได้ตัดสินใจกดแป้นเบรกด้วยน้ำหนักและจังหวะที่เหมาะสมเพื่อมารยาท ผู้ขับรถยนต์คันหลัง ไม่ต้องเบรกจนตัวโก่ง และไม่เสี่ยงต่อการเสียโฉมของบั้นท้ายรถยนต์ของตน นอกจากนั้น การแตะเบรกโดยไม่จำเป็นก็ถือว่าเสียมารยาทบ้างเล็กน้อย เพราะไฟเบรกจะสว่าง ทำให้ผู้ขับรถยนต์คันตามมาชะงัก แต่ก็อย่ากังวลมากจนแตะเบรกช้าเพราะอาจเป็นอันตราย การเบรกมิใช่ต้องสนใจแต่เพียงด้านหน้าเท่านั้น ด้านหลังก็ต้องสนใจทั้งความปลอดภัยและมารยาท</p>
<p>9. ก้ ม ศี ร ษ ะ ข อ บ คุ ณ ลื ม ไ ป แ ล้ ว ห รื อ ?<br />
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ขับมีการก้มหัวขอบคุณเมื่อได้รับการให้ทาง แต่ในระยะหลังมานี้เริ่มมีการหลงลืมไปบ้างโดยอาจเป็นเพราะการรักษาศักดิ์ศรี แบบแปลกๆ เช่น ผู้ขับรถยนต์หรูราคาแพง มักไม่ยอมขอบคุณผู้ขับรถยนต์ราคาถูกที่ให้ทาง หรือผู้ชายมักไม่ยอมขอบคุณผู้หญิง ฯลฯน่าชื่นชมมาก เมื่อมีผู้ขอบคุณ ให้เมื่อได้รับการให้ทาง หากกลัวจะเสียศักดิ์ศรีแบบแปลกๆ ไม่อยากก้มศีรษะให้ ก็สามารถใช้วิธียกแขน พร้อมแบฝ่ามือครบทั้ง 5 นิ้ว (เน้นครบ 5 นิ้ว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด) ซึ่งยังดีกว่าการเพิกเฉย การขอบคุณในสิ่งที่สมควร ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใด</p>
<p>10. ไ ฟ เ ห ลื อ ง ค ว ร เ ร่ ง ห นี ห รื อ เ บ ร ก ?<br />
ตามหลักการที่ถูกต้องอันเป็นสากล แต่ไม่ค่อยมีการปฏิบัติ คือ ต้องเบรกและจอดเมื่อเห็นไฟเหลืองก่อนไฟแดงผู้ขับรถยนต์ไทยส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่เมื่อเห็นไฟเหลือง คือ ไฟเตือนให้เร่งหนีการติดไฟแดง ซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะการที่ไฟเหลืองสว่างขึ้นก่อนจังหวะไฟแดง ตามหลักการจริงเป็นการเตือนเพื่อให้ผู้ขับชะลอความเร็วและจอด ในเมื่อวิถีการขับรถยนต์ของคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อเห็นไฟเหลือง คือ ไฟเตือนให้เร่งหนีการติดไฟแดง ก็คงหลีกหนีไม่พ้น และยากที่จะให้ชะลอความเร็วลงและเบรกเมื่อเห็นไฟเหลืองสว่างขึ้นก่อนจังหวะ ไฟแดง ถ้าอยากจอดเมื่อเห็นไฟเหลืองแล้วเบรกเพื่อจอด ก็นับเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยจากการถูกชนท้าย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อเห็นไฟเหลืองจะเข้าใจกันว่าเป็นการเตือนให้เร่งหนีการติดไฟแดงหากต้อง การฝืนสังคม (ทั้งที่ไม่ผิด) ควรเหลือบมองกระจกมองหลัง เพื่อจะได้ตัดสินใจกดแป้นเบรกด้วยน้ำหนักและจังหวะที่เหมาะสม เพื่อมารยาท ผู้ขับรถยนต์คันหลังไม่ต้องเบรกจนตัวโก่ง</p>
<p>11. ไ ฟ เ ลี้ ย ว ต้ อ ง เ ปิ ด &#8211; ปิ ด อ ย่ า ง เ ห ม า ะ ส ม<br />
นับเป็นเรื่องพื้นฐานที่ถูกมองข้าม การเปิดไฟเลี้ยวเป็นเรื่องจำเป็น เพราะกฎหมายกำหนดให้มีการเตือนผู้ร่วมทางล่วงหน้าตามระยะที่เหมาะสมควรเปิด ไฟเลี้ยวเมื่อเตรียมเปลี่ยนเลน หรือเลี้ยวล่วงหน้าพอสมควร และไม่ควรเปิดค้างลืมทิ้งไว้</p>
<p>12. ชิ ด ซ้ า ย เ ส ม อ<br />
บนถนนหลายเลนมักมีการเตือนว่า -ขับช้า ชิดซ้าย- ซึ่งไม่ค่อยตรงกับหลักการขับปลอดภัยและมารยาทในการใช้ถนนนักเพราะจะมีรถยนต์ แล่นอยู่เลนขวาตลอด โดยคิดว่าความเร็วที่ใช้ในขณะนั้นถือว่าเร็วแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะกฎหมายไทยกำหนดให้ใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 80-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อใช้ความเร็วเกินขึ้นไปแล้ว ก็มักคิดไปเองว่าเร็วพออยู่แล้ว จึงสามารถแล่นชิดขวาได้ วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง รักษามารยาท และปลอดภัยในการใช้เลนขวา คือ -แซงแล้วชิดซ้าย- ไม่ว่าจะใช้ความเร็วสูงเท่าไรก็ตาม เร็วแล้วแต่ยังมีเร็วกว่าได้ ถึงจะผิดกฎหมายในการใช้ความเร็วสูง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง &#8230; มารยาทในการขับรถยนต์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งเพื่อตัวเองและผู้ร่วมทาง</p>
<p></div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_851')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_851'),851); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=851&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลมยางนั้นสำคัญฉะไหน</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%89%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%89%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 00:41:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆมากมายกับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลมยาง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีดูแลรักษารถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=849</guid>
		<description><![CDATA[คำถามแรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่น มีระบุไว้บนสติกเกอร์ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้วสำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้อุปกรณ์ตรวจเช็คแรงดันลมยางที่ได้มาตราฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือ ร้อนไม่มาก ( ขับไปไม่เกิน2-3 กม. ) และไม่ควรใช้เพียงสายตาในการเดาแรงดันลมยางโดยดูจากการยุบตัวของ แก้มยางเพราะ แม้ลมยางจะอ่อนลง 10 ปอนด์/ตารางนิ้ว ก็อาจมองไม่เห็น ความแตกต่าง คำตอบหากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย-ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตรา เร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้ โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย-ขวาของยางมากกว่าแนวกลาง บางคนรู้สึกยางอ่อนแล้วอาจคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกิน ไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวาเดินทางไกล เติมแรงดันลมเพิ่ม ควรเติมแรงดันลมยางมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนอันเนื่องมาจากการบิดตัวของแก้มยาง อาจตรงข้ามกับความคิด ที่ผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและแรงดันเพิ่มขึ้นจากหลักการของก๊าชอากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดัน ลมยางจากปกติ ซึ่งไม่ถูกต้อง หากมีการลดแรงดันลมยางต่ำกว่าค่าแรงดันลมยางปกติในการเดินทางไกล โครงสร้างของยางมีโอกาสการเสียรูปสูง อันเนื่องมาจากการบิดตัวของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_849'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่น    มีระบุไว้บนสติกเกอร์ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้วสำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้อุปกรณ์ตรวจเช็คแรงดันลมยางที่ได้มาตราฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือ ร้อนไม่มาก  ( ขับไปไม่เกิน2-3 กม. ) และไม่ควรใช้เพียงสายตาในการเดาแรงดันลมยางโดยดูจากการยุบตัวของ แก้มยางเพราะ   แม้ลมยางจะอ่อนลง 10 ปอนด์/ตารางนิ้ว  ก็อาจมองไม่เห็น ความแตกต่าง<span id="more-849"></span></p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_849'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย-ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตรา เร่งลดลง  จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น   และหากลมยางอ่อนมากๆ  จะทำให้ โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย-ขวาของยางมากกว่าแนวกลาง<br />
	บางคนรู้สึกยางอ่อนแล้วอาจคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า   จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆซึ่งเป็นความคิดที่ผิด  เพราะแรงดันลมยางที่มากเกิน ไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง   จากหน้าสัมผัสที่ลดลง   กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด   และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวาเดินทางไกล  เติมแรงดันลมเพิ่ม<br />
 ควรเติมแรงดันลมยางมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว  เพื่อป้องกันยางร้อนอันเนื่องมาจากการบิดตัวของแก้มยาง อาจตรงข้ามกับความคิด ที่ผิดๆที่ว่า   เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง   ยางน่าจะร้อนและแรงดันเพิ่มขึ้นจากหลักการของก๊าชอากาศร้อนจะขยายตัว  ทำให้แรงดัน ลมยางจากปกติ ซึ่งไม่ถูกต้อง หากมีการลดแรงดันลมยางต่ำกว่าค่าแรงดันลมยางปกติในการเดินทางไกล โครงสร้างของยางมีโอกาสการเสียรูปสูง อันเนื่องมาจากการบิดตัวของ แก้มยางต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และทำให้อุณหภูมิของยางสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสการเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากยางระเบิดได้   นอกจากนี้ยังทำให้ยางมีอายุการใช้งานสั้นลงมากอีกด้วย<br />
วิธีที่ถูกต้อง คือ เมื่อเดินทางไกล ควรเติมลมยางมากกว่าปกติ 2-3ปอนด์/ตารางนิ้ว แรงดันลมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยต้านการบิดตัวของแก้มยางน้อยลง ทำให้ไม่เกิดความร้อนมากเกินไปขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง ลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากยางระเบิด<br />
เมื่อเสร็จจากการเดินไกลแล้ว ก็ควรลดแรงดันลมยางมาเป็นแรงดันลมปกติ<br />
ยางอะไหล่ต้องพร้อม<br />
           ยางรถยนต์ยุคใหม่มีโอกาสรั่วน้อยมาก ถ้าไม่โชคร้ายเกินไปก็ไม่น่าเกิน1-2 ครั้ง/ปี ยางอะไหล่จึงมักไม่ค่อยได้รับความสนใจหรือตรวจสอบเหมือนยางเส้นที่ใช้งานจึง ควรเติมลมยางอะไหล่ไว้มากหน่อย คือ 40 ปอนด์/ตารางนิ้ว เมื่อต้องการใช้ยางอะไหล่ ถ้าแรงดันลมที่มีอยู่สูงเกินไปก็แค่ปล่อยออกให้เท่าปกติ<br />
</div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_849')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_849'),849); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=849&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%89%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อยางรถยนต์พูด มันบอกอะไรคุณบ้าง</title>
		<link>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2010 23:34:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆมากมายกับรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ยางรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีดูแลรักษารถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?p=847</guid>
		<description><![CDATA[คำถามถ้าเปรียบเท้าเราคือล้อรถที่ไว้สำหรับเดินทาง ยางรถยนต์ก็เปรียบเสมือนรองเท้าที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่นไม่สะดุดหรือ ลื่นไถลออกนอกเส้นทาง วันนี้จะมาพูดเรื่องของยางซึ่งเราจะต้องใช้มันไปตลอดระยะเวลา 365 วัน ย่อมที่จะทำให้ยางนั้นสึกหรอไปตามอายุการใช้งาน ซึ่งยางรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 2 ปีกว่า ถ้ารถยนต์ของท่านมีอายุการใช้งาน 2 ปี ก็ควรที่จะทำการเปลี่ยนยางของท่านได้แล้วครับ สำหรับในกรณีที่ยางรถยนต์ของท่านได้รับการปะมากกว่า 3 แผล ขอแนะนำให้ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่จะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ (ถ้าใช้ยางรถยนต์ที่มีรอยปะสตรีมมามากว่า 3 แผลแล้วนั้น อาจทำให้เกิดยางระเบิดในระหว่างการขับขี่ได้) คำตอบก่อนที่ท่านจะไป เปลี่ยนยางรถยนต์เส้นใหม่นั้นควรที่จะทราบถึงโครงสร้างตัวอักษรของยางรถยนต์ กันเสียหน่อย ในหน้าที่หลักของยางรถยนต์ รองรับน้ำหนักเพื่อการบรรทุก ลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนน พร้อมทั้งเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อนไปสู่พื้นผิวถนน และยังช่วยให้ทิศทางรถยนต์เปลี่ยนทิศทางไปตามการบังคับควบคุมพวงมาลัย จากอดีต ถึงปัจจุบัน ยางรถยนต์ได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง จากยางรถยนต์แบบธรรมดาที่มีโครงสร้างแบบสลับไขว้ทแยงมุมหรือประสานกันจากขอบ ยางด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ทำให้ยางในอดีตนั้นให้ความนุ่มนวลในการขับขี่มาก แต่ก็เกิดการสึกหรอของหน้ายางมากเช่นกัน จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างยางรถยนต์ขึ้นใหม่เป็นยาง เรเดียล เป็นเส้นตรงจากขอบยางด้านหนึ่งข้ามไปยังอีกด้านหนึ่ง หรือเส้นคอร์ดไปตามรัศมีหน้าคาดยางยึดโครงยาง วางตัดมุม 90 องศากับเส้นรอบวงยาง โดยมีเข็มรัดหน้ายางคาดยึดโครงยางไว้ในเส้นรอบยาง ทำให้ยางมีความแข็งแรงทนต่อการสึกหรอได้ดี ช่วยลดการใช้พลังงานในการขับขี่ (ประหยัดน้ำมัน) และให้การเบรกที่มั่นใจ ซึ่งยางเรเดียลได้เป็นที่นิยมใช้อย่างในปัจจุบันนี้ โครงสร้างของยางรถยนต์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันคือ 1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class='postTabs_divs postTabs_curr_div' id='postTabs_0_847'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำถาม</b></span>ถ้าเปรียบเท้าเราคือล้อรถที่ไว้สำหรับเดินทาง ยางรถยนต์ก็เปรียบเสมือนรองเท้าที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่นไม่สะดุดหรือ ลื่นไถลออกนอกเส้นทาง วันนี้จะมาพูดเรื่องของยางซึ่งเราจะต้องใช้มันไปตลอดระยะเวลา 365 วัน ย่อมที่จะทำให้ยางนั้นสึกหรอไปตามอายุการใช้งาน ซึ่งยางรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 2 ปีกว่า ถ้ารถยนต์ของท่านมีอายุการใช้งาน 2 ปี ก็ควรที่จะทำการเปลี่ยนยางของท่านได้แล้วครับ สำหรับในกรณีที่ยางรถยนต์ของท่านได้รับการปะมากกว่า 3 แผล ขอแนะนำให้ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่จะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ (ถ้าใช้ยางรถยนต์ที่มีรอยปะสตรีมมามากว่า 3 แผลแล้วนั้น อาจทำให้เกิดยางระเบิดในระหว่างการขับขี่ได้)<span id="more-847"></span></p>
<p></div>

<div class='postTabs_divs' id='postTabs_1_847'>
<span class='postTabs_titles'><b>คำตอบ</b></span>ก่อนที่ท่านจะไป เปลี่ยนยางรถยนต์เส้นใหม่นั้นควรที่จะทราบถึงโครงสร้างตัวอักษรของยางรถยนต์ กันเสียหน่อย ในหน้าที่หลักของยางรถยนต์ รองรับน้ำหนักเพื่อการบรรทุก ลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนน พร้อมทั้งเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อนไปสู่พื้นผิวถนน และยังช่วยให้ทิศทางรถยนต์เปลี่ยนทิศทางไปตามการบังคับควบคุมพวงมาลัย</p>
<p>จากอดีต ถึงปัจจุบัน ยางรถยนต์ได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง จากยางรถยนต์แบบธรรมดาที่มีโครงสร้างแบบสลับไขว้ทแยงมุมหรือประสานกันจากขอบ ยางด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ทำให้ยางในอดีตนั้นให้ความนุ่มนวลในการขับขี่มาก แต่ก็เกิดการสึกหรอของหน้ายางมากเช่นกัน จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างยางรถยนต์ขึ้นใหม่เป็นยาง เรเดียล เป็นเส้นตรงจากขอบยางด้านหนึ่งข้ามไปยังอีกด้านหนึ่ง หรือเส้นคอร์ดไปตามรัศมีหน้าคาดยางยึดโครงยาง วางตัดมุม 90 องศากับเส้นรอบวงยาง โดยมีเข็มรัดหน้ายางคาดยึดโครงยางไว้ในเส้นรอบยาง ทำให้ยางมีความแข็งแรงทนต่อการสึกหรอได้ดี ช่วยลดการใช้พลังงานในการขับขี่ (ประหยัดน้ำมัน) และให้การเบรกที่มั่นใจ ซึ่งยางเรเดียลได้เป็นที่นิยมใช้อย่างในปัจจุบันนี้ </p>
<p>โครงสร้างของยางรถยนต์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันคือ<br />
1. เนื้อยาง หรือหน้ายาง เป็นส่วนที่สัมผัสกับผิวถนน ทำหน้าที่ปกป้องกันไม่ให้โครงยางได้รับความเสียหาย เมื่อมีของมีคมบาดหรือทิ่มตำยาง และยังได้ช่วยในการยึดเกาะถนน รีดน้ำเมื่อเวลาขับขี่บนเส้นทางเปียกลื่น<br />
2. โครงยาง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยรักษาแรงดันลมยางในขณะล้อเลื่อนสัมผัสกับพื้นผิวถนน<br />
3. เข็มขัดรัดหน้ายาง เป็นชิ้นส่วนที่ติดตั้งอยู่ระหว่างหน้ายางกับโครงยางทำหน้าที่เป็นฉนวน ป้องกันชั้น 2 พร้อมทั้งยังได้เสริมความแข็งแรงให้กับหน้ายางให้รองรับแรงกระแทกได้เพิ่ม มากขึ้น<br />
4. ขอบยาง มีความสำคัญในการยึดส่วนปลายทั้ง 2 ข้างของโครงสร้างยาง เพื่อให้ขอบยางทั้ง 2 ข้างมีความแข็งแรง สามารถยึดเกาะสนิทแน่นกับกระทะล้อได้ดี ซึ่งวัสดุที่นิยมทำขอบยางนั้นจะเป็นยางพารา มีคุณสมบัติในความทนทานแต่แรงดึงสูง ไม่แตกร้าว</p>
<p>นอกจากการรับทราบถึง ส่วนประกอบของยางรถยนต์กันแล้ว สิ่งที่ควรรู้ต่อมานั้นคือ ตัวอักษรที่เขียนไว้บนแก้มยาง เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง ถ้าก้มลงไปดูที่แก้มยาง จะมีอักษรต่างๆที่โชว์อยู่รอบๆยาง แก้มยางอักษรที่แสดงอยู่นั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงขนาดหน้ายาง แก้มยาง ขอบกระทะล้อ สมรรถนะขีดจำกัด และวันที่ผลิตยาง</p>
<p>การดูขนาดของแก้มยงรถ ยนต์ให้สังเกตดูที่ตัวเลขที่เรียงติดกัน ในลักษณะแบบนี้ 235/40/R18 ตัวเลข 235 นั้นแสดงถึงความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสกับพื้นผิวของถนนมีหน่วยเป็น มิลลิเมตร ตัวเลขที่สองคือ 40 เป็นอัตราส่วนของแก้มยางที่มีความสูงเป็น เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง ซึ่งแก้มยางของยางรถยนต์เส้นนี้มีแก้มยางเป็น 40% ของหน้ายาง อักษรต่อมานั้นคือ R อักษร R นั้นหมายถึงโครงยาง ยางแบบเรเดียล โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางกระทะล้ออยู่ที่ 18 นิ้ว</p>
<p>มาต่อกันที่การอ่าน ค่าวันที่ผลิต ยางเส้นนี้ นอกจากการดูขนาดของรถยนต์ให้ตรงกับสเปกของรถยนต์ตรงกับขนาดของล้อแม็กแล้ว นั้น อีกสิ่งที่ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นพึงให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ วันที่ผลิตยางรถยนต์ วันที่ผลิตรถยนต์จะแสดงอยู่บนแก้มยาง ด้วยตัวเลขเพียง 4 ตัว เช่น 4407 ตัวเลข 44 คู่หน้านั้นแสดงสัปดาห์ที่ผลิตยางรถยนต์ ส่วนตัวเลขคู่หลังนั้นแสดงถึงปีที่ผลิตยาง ซึ่งอย่างรถยนต์เส้นนี้ผลิตสัปดาห์ที่ 44 ของปี 2007 และนอกจากการดูขนาดและวันที่ผลิตแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านผู้ขับขี่ควรตรวจเช็คนั้นคือ Rotation ยางรถยนต์ Rotation เป็นยางรถยนต์สมรรถนะสูงเน้นการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ดอกยางได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้เกาะถนนดีเยี่ยม ให้ความนุ่มนวล และเงียบ การใส่รถยนต์ที่มีสมรรถนสูงอย่างนี้ ควรดูที่ลูกศร ที่โชว์อยู่ด้านข้างแก้มยาง เพื่อการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพ สุดท้ายนี้ขอฝากข้อคิดก่อนใช้รถใช้ถนนทุกครั้ง ก่อนออกเดินทางควรตรวจเช็คลมยางทั้ง 4 ล้อรวมถึงยางอะไหล่ด้านหลังด้วย เพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกันครับ</p>
<p></div>

</p>
<script type='text/javascript'>jQuery(document).ready(function() { if(postTabs_getCookie('postTabs_847')) postTabs_show(postTabs_getCookie('postTabs_847'),847); });</script><img src="http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/?ak_action=api_record_view&id=847&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--12c4bclbi1bqbee5moac52b.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->