ฉกบัตรเครดิตประกันฯจ่าย 5 แสน
"ชาร์ทิส" เล็งยึดหัวหาดผู้นำตลาดประกันบัตร รุกเปิดนวัตกรรมใหม่ "คุ้มครองผู้ถือบัตรถูกขโมย-เฮกข้อมูลบัตรเครดิต หลังเห็นตัวเลขความเสียหาย 200-300 ล้านบาทต่อครั้ง เพียงลูกค้าจ่ายเบี้ย 50-300 บาทต่อปี รับความคุ้มครอง 20,000-500,000 บาท ตั้งเป้ากวาดเบี้ยจากลูกค้าบัตรเครดิตกลุ่มแบงก์-นอนแบงก์ พุ่ง 13 ล้านใบ ล่าสุดจับมือ"ไทยทิกเก็ต เปิด 2 บริการใหม่ประกันตั๋ว วงการวินาศภัยเผยบริษัทต้องแบกต้นทุนความเสี่ยงเอง เพราะไม่อยู่ในเกณฑ์รีอินชัวรันซ์
นายพงษ์ภาณุ ดำรงศิริ รองประธานและผู้จัดการแผนกประกันภัยรถยนต์และทรัพย์สินส่วนบุคคล บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด ภายใต้แบรนด์ ชาร์ทิส ที่รีแบรนด์มาจากกลุ่มเอไอจีกรุ๊ปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กล่าวว่า จากการที่บริษัทได้วิเคราะห์ความเสี่ยงภัยของผู้ถือบัตรเครดิตที่ผ่านมา พบว่ากรณีเจ้าของบัตรถูกโจรกรรมบัตร, ถูกฉกข้อมูลบัตรเครดิตผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และถูกลักลอบถ่ายบัตรเครดิตมากที่สุด โดยมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 200-300 ล้านบาทต่อครั้ง ยกตัวอย่างความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีแก๊งโจรกรรมบัตรเครดิตไต้หวันและมาเลเซีย เป็นต้น
คุ้มครองสูงสุด 5 แสนบาท
จึงมองว่าปัจจุบันคนไทยเริ่มระมัดระวังและเข้าใจการซื้อความคุ้มครองความเสี่ยงภัยบัตรเครดิต ดังนั้น ปีนี้จะเป็นโอกาสที่ดี ล่าสุดบริษัทได้คิดค้นแบบประกันใหม่ คุ้มครองบัตรเครดิต กรณีถูกโจรกรรม ถูกขโมยบัตรเครดิตโดยกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองเบื้องต้น เช่น ความเสียหายที่เกิดภายใน 12 ชั่วโมง ก่อนผู้ถือบัตรจะโทร.แจ้งอายัดการใช้บัตรเครดิตกับธนาคาร และค่าใช้จ่ายต่อสู้คดีความให้กับผู้ถือบัตร กรณีที่บัตรไม่หายแต่ถูกขโมยข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์
สำหรับความคุ้มครองวงเงินภายในบัตรเครดิตนั้น นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 20,000 บาท สูงสุดถึง 500,000 บาทต่อบัตรเครดิต 1 ใบ อัตราเบี้ยประกันต่อปีเฉลี่ย 50-300 บาทต่อบัตร 1 ใบ ขึ้นอยู่กับจำนวนการรับประกันในแต่ละครั้ง มีทั้งแบบรายเดียวและแบบกลุ่มที่ทำพ่วงคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว
"โปรดักต์ประกันรูปแบบนี้เป็นเรื่องใหม่ในยุโรปบางประเทศและสหรัฐอเมริกา และเห็นว่าในปัจจุบันคนไทยก็เริ่มเข้าใจและให้ความสนใจมากขึ้น ส่วนทางด้านความเสี่ยงเกิดค่าสินไหมทดแทนนั้นแล้วแต่จังหวะ หากเป็นการขโมยบัตรรายเดียวเคลมไม่สูงมาก หากเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแก๊งโจรกรรมบัตรเครดิต"
หวังโกยลูกค้า 13 ล้านใบ
นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า กรมธรรม์ใหม่ตัวนี้จะเริ่มทำตลาดภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ผ่านทางคู่ค้าพันธมิตร กลุ่มธนาคารและบัตรเครดิต อย่างไรก็ดี ขณะนี้กำลังเจรจาความร่วมมือหลายแห่ง เนื่องจากคู่ค้ากลุ่มนี้มีฐานลูกค้าที่กว้างอยู่แล้ว คิดเป็นจำนวนบัตรเครดิตในระบบขณะนี้มี 12-13 ล้านใบ เฉลี่ยปริมาณการถือบัตรเครดิตอยู่ที่ 2 ใบต่อคน จากจำนวนผู้ถือบัตรทั้งสิ้น 7 ล้านคน รวมถึงจะขยายฐานลูกค้าของบริษัท ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ จำกัด ที่ลูกค้าส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการชำระเงินค่าซื้อบัตรชมการแสดงและซื้อตั๋วเดินทางด้วยบัตรเครดิต
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการต่อยอดลูกค้าล่าสุดบริษัทได้ ทำการเปิดตัว 2 บริการใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าบริษัท ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ฯ ผ่านช่องทางการขายระบบออนไลน์และพนักงานที่มีใบอนุญาต 30 กว่าคน ประกอบด้วยบริการ "TICKET PROTECT" ครั้งแรกในเมืองไทย เป็นบริการคืนค่าบัตรชมการแสดงเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย ลูกค้าไม่สามารถมาชมการแสดงได้ สามารถรับเงินคืนได้เต็มมูลค่า จ่ายค่าบริการเพียง 7% ของมูลค่าบัตรการแสดงที่จองล่วงหน้า
รวมถึงยังได้รับสิทธิเพิ่มเติมหรือค่าทดแทน เช่น ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 3,000 บาท ต่อบัตร 1 ใบ กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือการเจ็บปวดรุนแรงจนทำให้ไม่สามารถมาชมการแสดงได้, การให้บริการประสานงานเพื่อการบริการรถลากจูง สำหรับการเคลื่อนย้ายรถยนต์ และค่าบริการลากจูง สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต่อรถยนต์ 1 คัน ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือเกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง
ส่วนบริการที่สอง คือ "Tour Sure" ประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทางสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วรถทัวร์ที่ไทยทิกเก็ตเม เจอร์ จ่ายเบี้ยประกันเพียง 30 บาทเท่านั้น โดยคุ้มครอง 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มเดินทาง ไม่ว่าผู้โดยสารเดินทางอยู่บนรถทัวร์หรือลงจากรถทัวร์ โดยให้ความคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาท
ทยอยเปิด "Personal Protection"
นายพงษ์ภาณุ เปิดเผยอีกว่า บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับสินค้าใหม่ทั้ง 2 แบบนี้ไว้ที่ 50 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี หลังจากทดลองทำตลาดตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 พบอัตราการตอบรับซื้อประกันเฉลี่ยที่ 13% จากจำนวนลูกค้าที่ซื้อบัตรเมื่อปีที่ผ่านมา 900,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าประจำ 300,000 ราย ถือว่าสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 10% โดยลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่จะมีอาชีพนักบินและแอร์โฮสเตสมากที่สุด
ส่วนทางด้านมูลค่าเคลมสินไหมทดแทน มีจำนวน 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่สามารถมาชมได้ เพราะนายจ้างสั่งให้ไปทำงานด่วน รองลงมาเป็นกรณีเกิดอุบัติเหตุรถชนและรถเสีย ขณะที่แนวโน้มอัตราความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทประเมินไว้ที่ 35-40% เท่ากับในประเทศที่มีการรับประกันรูปแบบนี้เช่น เกาหลี สิงคโปร์ ยุโรป และสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีนี้ บริษัทได้ออกแบบประกันความคุ้มครองผู้ถือบัตรกดเงินสด กรณีถูกโจรกรรมหน้าตู้เอทีเอ็ม วงเงินความคุ้มครอง 5,000 บาทต่อปี อัตราเบี้ยประกันเฉลี่ย 50-200 บาท และอัตราการเกิดความเสียหายแล้วประมาณ 100 ราย คิดเป็นอัตราความเสียหายที่ 40-50% พร้อมกันนี้ยังสร้างจุดต่างจากการซื้อความคุ้มครองทั่วไป ด้วยรูปแบบ "Personal Protection" ที่ลูกค้าสามารถจัดรูปแบบความคุ้มครองได้เอง เช่น ความคุ้มครองการโจรกรรมกระเป๋าสตางค์และบัตรต่างๆ ภายในกระเป๋า
สำหรับกลยุทธ์การตลาดปี 2553 นี้ บริษัทจะมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ โปรดักต์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นหลักทั้งผ่านช่องทางตัวแทนและพันธมิตร พร้อมทั้งทำตลาดด้วยแบรนด์สินค้าควบคู่กับ แบรนด์ชาร์ทิส ถือว่าเป็นจุดแข็งที่แข่งขันกับตลาดได้ ด้วยปัจจุบันเห็นว่า อายุสินค้าประกันสั้นลง ทำให้ลูกค้าจะเป็นผู้เลือกซื้อประกันตามไลฟ์สไตล์มากขึ้น สำหรับตลาดรายย่อย ที่มีสัดส่วน 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมด 340,000 กรมธรรม์ บริษัทยังมุ่งขยายประกันนอนมอเตอร์มากกว่าประกันมอเตอร์ มีสัดส่วน 30 :20 เพราะเป็นภัยที่ดีกว่า
ไร้คู่แข่ง เหตุประกันต่อเมินรับเสี่ยงภัย
ด้านแหล่งข่าวจากธุรกิจประกันวินาศภัย กล่าวให้เห็นถึงตลาดประกันภัย กรณีคุ้มครองการโจรกรรมบัตรเครดิตว่า มีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะมีข้อยกเว้นในการรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวรันซ์) ถือเป็นความคุ้มครองยกเว้น หากบริษัทใดจะรับประกันภัยดังกล่าว ต้องรับความเสี่ยงภัยไว้เองทั้งหมด อีกทั้งในประเทศไทยไม่มีสถิติมูลค่าการเกิดความเสียหายในอดีตที่ชัดเจน ทำให้การพิจารณารับประกันภัยมีความยากในการป้องกันความเสี่ยงแบกรับภาระตั้งทุนสำรองค่าสินไหมทดแทน
ดังนั้น หากบริษัทผู้รับประกันไม่มีฐานลูกค้าบัตรเครดิตในการทำตลาดหรือพันธมิตรกลุ่มสถาบันการเงิน
ยิ่งทำให้การเปิดตลาดมีโอกาสเกิดขึ้นยากเช่นกัน หรือมีแต่ก็มีจำนวนน้อยราย หากมีการเคลิมค่าสินไหมเกิดขึ้นอาจจะไม่คุ้มกับเบี้ยประกัน ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแนวคิดในการพัฒนาความคุ้มครองใหม่ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะบริษัทประกันต่างชาติที่มีพันธมิตรทางธุรกิจเป็นธุรกิจบัตรเครดิต แต่ก็ไม่เคยมีบริษัทใดเข้าไปรับประกันและไม่ใช่ตลาดหลักที่บริษัทประกันจะเข้าไปแข่งขันกัน
ก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ผู้อำนวยการธุรกิจลูกค้ารายย่อย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ได้กล่าวถึงทิศทางการทำตลาดต่อไปว่า บริษัทเตรียมปรับกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าใหม่ไปยังกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ถือ บัตรเครดิตของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ด้วยการเพิ่มความคุ้มครองวงเงินหนี้คงค้างสูงสุดเป็น 1,000,000 บาท จากไม่เกิน 600,000 บาทต่อบัตร 1 ใบ และความคุ้มครองความเสียหายที่ลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้บัตรได้ในกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต อาทิ คุ้มครองสินค้าที่ซื้อผ่านบัตรแล้วเกิดปัญหาหรือถูกขโมยบัตรเครดิตไปใช้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคุ้มครองรองรับความเสี่ยงดังกล่าว เพราะยังต้องอาศัยระยะเวลาศึกษาการตอบรับของตลาดก่อน
ที่มาของข่าว ::
www.thanonline.com นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,501 31 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
Popularity: 5% [?]


Stumble Upon
Del.icio.us
Buzz





